Home Article บทความ การดำเนินคดีแพ่ง

 

การดำเนินคดีแพ่ง

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail
Written by Administrator | Wednesday, 22 July 2009 11:46
 

การดำเนินคดีแพ่ง

การเสนอคดีต่อศาลที่มีอำนาจส่วนแพ่ง
คดีแพ่ง คือ คดีที่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบุคคลชอบที่จะเป็นโจทก์เสนอคดีเป็น "คำร้อง" (คดีไม่มีข้อพิพาท) ต่อศาลที่มีเขตอำนาจการพิจารณาพิพากษาที่กฎหมายกำหนด  เช่น  คำฟ้องคดีมีทุนทรัพย์ต้องเสียค่าธรรมเนียมขึ้นศาลร้อยละ 2 แต่ในคดีมโนสาเร่ เช่น คดีทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000บาท  ต้องเสียค่าขึ้นศาลรวมกันแล้วไม่เกิน 1,000 บาท คำขอคดีไม่มีทุนทรัพย์ต้องเสียค่าขึ้นศาลในอัตราเรื่องละ 200 บาท
"คำฟ้อง" ต้องทำเป็นหนังสือแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นด้วย

เขตอำนาจศาล
โจทก์ต้องยื่นคำฟ้องและผู้ร้องต้องยื่นคำร้องต่อศาลที่มีอำนาจพิจารราพิพากษาคดีส่วนแพ่งดังต่อไปนี้
-คำฟ้องทั่วไป โจทก์ต้องยื่นคำฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจศาล  หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล
-คำร้องขอทั่วไป ต้องยื่นขอต่อศาลที่มีมูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลหรือต่อศาลที่ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล

เว้นแต่ต้องด้วยกรณีต่อไปนี้
-คำฟ้องเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ฯให้เสนอต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาล  หรือศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนา
-คำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดก  ให้เสนอต่อศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลในขณะที่ตาย

ตัวอย่าง
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีเขตอำนาจศาลพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งทั้งปวงซึ่งจำเลย  ผู้ร้องขอ  หรือเจ้ามรดกแล้วแต่กรณีมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  หรือมูลคดีเกิดขึ้นในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  หรืออสังหาริมทรัพย์ตั้งอยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแล้วแต่กรณี  ส่วนเขตอำนาจศาลอื่นๆย่อมเป็นไปตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นๆกำหนดไว้

การส่งคำคู่ความ
โจทก์ ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องตามอัตราที่ศาลกำหนดให้เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลนำไปส่งให้จำเลยหรือศาลอาจสั่งปิดหมาย ณ ภูมิลำเนาหรือที่ทำงานของจำเลยหรืออาจให้ประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งตามปกติก็ได้หากมีหลักฐานราชการยืนยันภูมิลำเนาของจำเลยมาแสดงแล้วแต่กรณี
ผู้ร้องขอ ต้องวางเงินค่าประกาศหนังสือพิมพ์และค่านำประกาศเกี่ยวกับ คำร้องขอ ไปปิดไว้ที่ชุมชนต่อศาลตามระเบียบเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียคัดค้านเสียก่อน
ในกรณีที่โจทก์เพิกเฉยไม่ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อส่งหมายเรียกให้จำเลยและไม่แจ้งเหตุให้ศาลทราบ  ศาลจะถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องและจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ

การยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง
จำเลยต้องยื่นคำให้การเป็นหนังสือต่อศาลภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง  โดยแสดงให้ชัดแจ้งว่ายอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วนรวมทั้งเหตุแห่งการนั้น  และจำเลยจะฟ้องแย้งรวมมาในคำให้การก็ได้  แต่ต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้  และจำเลยต้องเสียค่าธรรมเนียมในการส่งหมายเรียกและสำเนาคำให้การและฟ้องแย้งให้แก่โจทก์ด้วย  โดยโจทก์ต้องยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันรับสำเนาคำให้การและฟ้องแย้งเช่นเดียวกัน

การขาดนัดยื่นคำให้การ
เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การหรือเมื่อโจทก์ถูกฟ้องแย้งแล้วจำเลยหรือโจทก์มิได้ยื่นคำให้การหรือคำให้การแก้ฟ้องแย้งภายในระยะเวลาที่กำหนด  โดยมิได้แจ้งเหตุขัดข้องให้ศาลทราบภายในกำหนดนั้นด้วย  ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การหรือโจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง  ทั้งนี้ในคดีแพ่งสามัญโจทก์ (หรือจำเลยในกรณีฟ้องแย้ง) ต้องยื่นคำร้องภายใน 15 วัน นับแต่ระยะเวลากำหนดให้ยื่นคำให้การสิ้นสุดลง  เพื่อให้ศาลมีคำสั่งว่าให้โจทก์ (จำเลยในกรณีฟ้องแย้ง) ชนะคดีโดยขาดนัด  แล้วกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ส่งให้จำเลยทราบต่อไป  ถ้าโจทก์หรือจำเลยไม่ยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลภายใน 15 วัน ศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ

 

การชี้สองสถาน
เมื่อยื่นคำฟ้องคำให้การ และคำให้การแก้ฟ้องแย้ง (ถ้าหากมี) ศาลจะทำการชี้สองสถานโดยแจ้งกำหนดวันนัด ให้คู่ความล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้
(1)จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ
(2)จำเลยให้การยอมรับฟ้องโจทก์โดยชัดแจ้ง
(3)คำให้การปฏิเสธของจำเลยไม่มีเหตุแห่งการปฏิเสธ
(4)ศาลเห็นควรวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีให้เสร็จไปทั้งเรื่องโดยไม่จำเป็นต้องสืบพยาน
(5)เป็นคดีมโนสาเร่หรือคดีไม่มีข้อยุ่งยาก หรือ
(6)ศาลเห็นว่ามีประเด็นพิพาทไม่ยุ่งยากหรือไม่จำเป็นที่จะต้องชี้สองสถาน
ในกรณีที่ไม่ต้องมีการชี้สองสถานศาลจะมีคำสั่งงดการชี้สองสถานและกำหนดวันสืบพยานโจทก์แล้วส่งคำสั่งให้คู่ความทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 10 วัน  ในวันนัดชี้สองสถานศาลจะตรวจเปรียบเทียบคำคู่ความและคำแถลงของคู่ความแล้วกำหนดประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบก่อนหลัง  โดยถือว่าคู่ความฝ่ายที่ไม่มาในวันนี้ไม่มีสิทธิคัดค้านประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบที่ศาลกำหนดนั้นไม่ถูกต้อง  รวมทั้งถือว่าได้ทราบกระบวนการพิจารณาในวันนั้นด้วยแล้ว

การขาดนัดพิจารณา
คู่ความฝ่ายใดไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานนัดแรกและไม่ได้รับอนุญาตให้เลื่อนคดีให้ถือว่าคู่ความนั้นขาดนัดพิจารณา  ทั้งนี้  โดยถ้าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา (ไม่มาศาล) ศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ  ถ้าโจทก์ทราบกำหนดวันนัดสืบพยานโดยชอบแล้วโจทก์ขาดนัดพิจารณา ศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ  เว้นแต่จำเลยจะได้แจ้งแต่อศาลให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป  ศาลจึงจะมีคำสั่งว่า  โจทก์ขาดนัดพิจารณาแล้วให้พิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไปฝ่ายเดียว  ส่วนจำเลยถ้าให้การและทราบกำหนดวันนัดสืบพยานโดยชอบแล้วจำเลยขาดนัดพิจารณา  ให้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไปฝ่ายเดียว (คดีฝ่ายเดียว)
ในระหว่างการพิจารณาคดีฝ่ายเดียวคู่ความฝ่ายที่ขาดนัดอาจมายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้พิจารณาคดีนั้นใหม่ได้  หากการขาดนัดนั้นมิได้เป็นไปโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควร  และถ้าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การด้วยก็อาจขออนุญาตยื่นคำให้การโดยอ้างเหตุทำนองเดียวกัน

การสืบพยาน
ศาลจะให้คู่ความฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบก่อนสืบพยานตามประเด็นข้อพิพาท  เสร็จแล้วให้อีกฝ่ายหนึ่งสืบพยานแก้  คู่ความต้องยื่นบัญชีพยานและสำเนาเอกสารที่จะอ้างอิงเป็นพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตนก่อนวันนัดสืบพยาน (นัดแรก) ไม่น้อยกว่า 7 วัน  เพื่อเปิดโอกาสให้ต่อสู่คดีกันอย่างเป็นธรรม  คู่ความที่มีหน้าที่นำสืบทีหลังต้องถามค้านพยานฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบก่อนถึงเรื่องที่ตนจะนำสืบภายหลัง  มิฉะนั้นอาจถูกฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบก่อนคัดค้านมิให้ศาลรับฟังพยานเช่นว่านั้น
การอ้างเอกสารเป็นพยานต้องใช้ต้นฉบับเอกสาร  และหากต้องขอให้ศาลออกคำสั่งเรียกมาก็ต้องส่งหมายให้ผู้ครอบครองทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน
บุคคลที่อ้างพยาน  จะต้องเข้าใจตอบคำถามได้และได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความที่จะเบิกความมาด้วยตนเองโดยตรงและหากต้องขอให้ศาลออกหมายเรียกมาศาล  ก็ต้องส่งหมายให้พยานรู้ล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน  ทั้งนี้  การสืบพยานจะต้องกระทำในศาลหรือขอให้ศาลไปสืบพยานนอกศาล  หรือส่งประเด็นไปให้ศาลอื่นสืบพยานแทนก็ได้

 

การพิพากษาคดี
ศาลตัดสินชี้ขาดคดีตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อ  แต่ศาลจะไม่พิพากษาหรือทำคำสั่งนอกคำฟ้อง  เว้นแต่ตามที่กฎหมายให้อำนาจ เช่น  การขับไล่จำเลยนั้นรวมถึงบริวารของจำเลยด้วย  หรือศาลอาจยกข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยได้  เป็นต้น

การร้องขอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล
คู่ความซึ่งอ้างว่าเป็นคนยากจนไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมในศาลอาจยื่นคำร้องขอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียม (เดิมเรียกว่า "ขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา" ) ทั้งนี้ถ้าผู้ขอเป็นโจทก์จะต้องแสดงว่าคดีมีมูลที่จะฟ้องร้อง  หรือมีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์หรือฎีกา  แล้วแต่กรณี

การอุทธรณ์
อุทธรณ์ให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาภายใน 1 เดือน  โดยผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย  และต้องเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์พิพาทในชั้นอุทธรณ์เกิน  50,000 บาท

การฏีกา
มีหลักเกณฑ์ทำนองเดียวกับการอุทธรณ์  คือ  ต้องยื่นฎีกาภายใน 1 เดือน  แต่ต้องเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาเกิน 200,000 บาท
คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฏีกานั้น  ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีอาจรับรองว่ามีเหตุอันควรให้อุทธรณ์หรือฏีกาต่อไปก็ได้

การบังคับคดี
ศาลจะออกคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง  หากอีกฝ่ายที่แพ้คดีไม่ปฏิบัติตามภายในระยะเวลาที่กำหนด (15/30 วัน) ศาลจะออกหมายบังคับคดีเพื่อตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึด  อายัดทรัพย์สินบังคับคดีตามกฎหมายต่อไป  เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด
 

หมายเหตุ

สำหรับคดีมโนสาเร่ (ทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000บาท) และคดีไม่มีข้อยุ่งยาก (เช่น คดีกู้ยืมเงินธนาคารฯ) ศาลจะพิจารณาคดีโดยรวบรัดแตกต่างไปจากที่กล่าวข้างต้นเล็กน้อย


Last Updated (Tuesday, 30 November 1999 00:00)
VALID CSS   |   VALID XHTML