พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail
Written by Administrator | Thursday, 18 September 2008 10:31

                                                            พระราชบัญญัติ

                                                              ทนายความ

                                                              พ.ศ. ๒๕๒๘

                       

 

                                                          ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

                                               ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๘

                                                     เป็นปีที่ ๔๐ ในรัชกาลปัจจุบัน

 

                        พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ

ให้ประกาศว่า

                        โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยทนายความ และให้มีกฎหมายว่าด้วยการ

ช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย

                        จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอม

ของรัฐสภา ดังต่อไปนี้

 

                        มาตรา ๑  พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.๒๕๒๘”

 

                        มาตรา ๒*  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศ

ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

                        *[รก.๒๕๒๘/๑๒๙/๑พ./๑๙ กันยายน ๒๕๒๘]

 

                        มาตรา ๓  ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. ๒๕๐๘ และพระราชบัญญัติ

ทนายความ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๑๔

                        บรรดาบทกฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่นในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้

หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน

 

                        มาตรา ๔  ในพระราชบัญญัตินี้

                        “ทนายความ” หมายความว่า ผู้ที่สภาทนายความได้รับจดทะเบียนและออกใบอนุญาตให้

เป็นทนายความ

                        “สภานายกพิเศษ” หมายความว่า สภานายกพิเศษแห่งสภาทนายความ

                        “นายก” หมายความว่า นายกสภาทนายความ

                        “กรรมการ” หมายความว่า กรรมการสภาทนายความ

                        “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการสภาทนายความ

                        “สมาชิก” หมายความว่า สมาชิกสภาทนายความ

                        “ข้อบังคับ” หมายความว่า ข้อบังคับสภาทนายความ

                        “ใบอนุญาต” หมายความว่า ใบอนุญาตให้เป็นทนายความ

                        “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

                        มาตรา ๕  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราท้ายพระราชบัญญัตินี้และกำหนด

กิจการอื่นเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

                        กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้

 

                                                            หมวด ๑

                                                      สภาทนายความ

                       

 

                        มาตรา ๖  ให้มีสภาขึ้นสภาหนึ่งเรียกว่า “สภาทนายความ” ประกอบด้วยคณะกรรมการ

สภาทนายความและสมาชิกสภาทนายความ มีวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ใน

พระราชบัญญัตินี้

                        ให้สภาทนายความเป็นนิติบุคคล

 

                        มาตรา ๗  สภาทนายความมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

                        (๑) ส่งเสริมการศึกษาและการประกอบวิชาชีพทนายความ

                        (๒) ควบคุมมรรยาทของทนายความ

                        (๓) ส่งเสริมความสามัคคีและผดุงเกียรติของสมาชิกสภาทนายความ

                        (๔) ส่งเสริมและจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิกสภาทนายความ

                        (๕) ส่งเสริม ช่วยเหลือ แนะนำ เผยแพร่ และให้การศึกษาแก่ประชาชนในเรื่องที่

เกี่ยวกับกฎหมาย

 

                        มาตรา ๘  สภาทนายความมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

                        (๑) จดทะเบียนและออกใบอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้

                        (๒) ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสภาทนายความและตามอำนาจหน้าที่

ซึ่งกำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้

 

                        มาตรา ๙  สภาทนายความอาจมีรายได้ดังต่อไปนี้

                        (๑) ค่าจดทะเบียน ค่าบำรุงและค่าธรรมเนียมตามพระราชบัญญัตินี้

                        (๒) เงินอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดิน

                        (๓) รายได้จากทรัพย์สินหรือกิจการอื่น

                        (๔) ทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์

 

                        มาตรา ๑๐  ให้รัฐมนตรีดำรงตำแหน่งสภานายกพิเศษแห่งสภาทนายความ และมี

อำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้

 

                                                           หมวด ๒

                                                    สมาชิกสภาทนายความ

                       

 

                        มาตรา ๑๑  สมาชิกสภาทนายความได้แก่ ทนายความตามพระราชบัญญัตินี้

 

                        มาตรา ๑๒  สิทธิและหน้าที่ของสมาชิกสภาทนายความ มีดังนี้

                        (๑) แสดงความเห็นเป็นหนังสือเกี่ยวกับการปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ หรืออำนาจหน้าที่

ของสภาทนายความ โดยส่งไปยังคณะกรรมการสภาทนายความ และในกรณีที่สมาชิกร่วมกันตั้งแต่

ห้าสิบคนขึ้นไปเสนอให้คณะกรรมการสภาทนายความพิจารณาเรื่องใดที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตาม

วัตถุประสงค์หรืออำนาจหน้าที่ของสภาทนายความ คณะกรรมการสภาทนายความต้องพิจารณาและ

แจ้งผลการพิจารณาให้ผู้เสนอทราบโดยมิชักช้า

                        (๒) ซักถามเกี่ยวกับการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ หรือเกี่ยวกับ

การบริหารงานทั่วไปของสภาทนายความ ในการประชุมใหญ่ของสภาทนายความ

                        (๓) เลือกหรือรับเลือกตั้งเป็นนายกหรือกรรมการสภาทนายความ

                        (๔) ผดุงไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพและปฏิบัติตนตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้

 

                        มาตรา ๑๓  สมาชิกภาพของสมาชิกย่อมสิ้นสุดลงเมื่อ

                        (๑) ตาย

                        (๒) ขาดจากการเป็นทนายความตามมาตรา ๔๔

 

                                                                หมวด ๓

                                                      คณะกรรมการสภาทนายความ

                       

 

                        มาตรา ๑๔  ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการสภาทนายความ”

ประกอบด้วยผู้แทนกระทรวงยุติธรรมหนึ่งคนและผู้แทนเนติบัณฑิตยสภาหนึ่งคน เป็นกรรมการ และ

นายกและกรรมการอื่นอีกไม่เกินยี่สิบสามคนซึ่งสมาชิกสภาทนายความทั่วประเทศได้เลือกตั้งขึ้นโดย

กรรมการดังกล่าวไม่น้อยกว่าเก้าคน จะต้องมีสำนักงานประจำอยู่ตามภาคต่าง ๆ ตามพระราชกฤษฎีกา

ตั้งอธิบดีผู้พิพากษาภาค ภาคละหนึ่งคน

 

                        มาตรา ๑๕  ให้นายกแต่งตั้งกรรมการอื่นตามมาตรา ๑๔ เป็นอุปนายก เลขาธิการ

นายทะเบียน เหรัญญิก สวัสดิการ ประชาสัมพันธ์และตำแหน่งอื่นตามความเหมาะสมด้วยความเห็นชอบ

ของคณะกรรมการโดยให้มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดในข้อบังคับ

 

                        มาตรา ๑๖  ให้นายกและกรรมการที่ได้รับเลือกตั้งมีวาระการดำรงตำแหน่งสามปี แต่จะ

ดำรงตำแหน่งเกินกว่าสองวาระติดต่อกันมิได้

 

                        มาตรา ๑๗  ทนายความที่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตก่อนวันเลือกตั้งนายก หรือ

กรรมการ ไม่น้อยกว่าสามสิบวันมีสิทธิเลือกตั้งนายกและหรือกรรมการ

                        ทนายความผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกหรือกรรมการจะต้องเป็นผู้ซึ่งได้จดทะเบียน

และรับใบอนุญาตมาแล้วรวมกันไม่น้อยกว่าห้าปีก่อนวันเลือกตั้งนายกหรือกรรมการ

 

                        มาตรา ๑๘  การเลือกตั้งนายกและกรรมการตามมาตรา ๑๔ ทนายความต้องมาใช้สิทธิ

ด้วยตนเองโดยการลงคะแนนลับ

                        ทนายความที่มีสำนักงานอยู่ ณ จังหวัดใด ให้ออกเสียงลงคะแนนที่จังหวัดนั้น หรือจะไป

ออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมใหญ่ก็ได้

                        หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งนายกและกรรมการ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในข้อบังคับ

 

                        มาตรา ๑๙  ให้คณะกรรมการมรรยาททนายความมีอำนาจหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้ง

นายกและกรรมการให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับ

 

                        มาตรา ๒๐  เมื่อมีพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าคณะกรรมการ นายก หรือกรรมการ

คนใดคนหนึ่งกระทำผิดวัตถุประสงค์ของสภาทนายความหรือกระทำการอันเป็นการเสื่อมเสีย

อย่างร้ายแรงแก่สภาทนายความ ให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้คณะกรรมการ นายก หรือกรรมการคนนั้น

ออกจากตำแหน่งได้

                        ในกรณีที่รัฐมนตรีจะมีคำสั่งตามวรรคหนึ่ง ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งผู้แทนกระทรวงยุติธรรม

หนึ่งคน ผู้แทนเนติบัณฑิตยสภาซึ่งเป็นข้าราชการอัยการหนึ่งคน และซึ่งเป็นทนายความหนึ่งคน กับ

ทนายความอื่นอีกสี่คนเป็นคณะกรรมการสอบสวน คณะกรรมการสอบสวนต้องรีบทำการสอบสวนให้

แล้วเสร็จโดยเร็ว แล้วเสนอสำนวนการสอบสวนพร้อมทั้งความเห็นต่อรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการ

                        คำสั่งของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด

 

                        มาตรา ๒๑  นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ นายกหรือกรรมการ ซึ่งได้รับ

เลือกตั้งพ้นตากตำแหน่งเป็นการเฉพาะตัว เมื่อ

                        (๑) ตาย

                        (๒) ลาออก

                        (๓) ขาดคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกหรือกรรมการตามมาตรา ๑๗

วรรคสอง

                        (๔) รัฐมนตรีมีคำสั่งให้ออกจากตำแหน่งเป็นการเฉพาะตัวตามมาตรา ๒๐

                        (๕) ขาดจากการเป็นทนายความตามมาตรา ๔๔

                        (๖) เป็นผู้มีกายทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือวิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือน

ไม่สมประกอบ

                        (๗) ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย หรือ

                        (๘) ต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก

 

                        มาตรา ๒๒  ในกรณีที่คณะกรรมการทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งและยังไม่มีการเลือกตั้ง

คณะกรรมการใหม่ ให้คณะกรรมการนั้นปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนจนกว่าคณะกรรมการใหม่จะเข้ารับ

หน้าที่เว้นแต่กรณีที่รัฐมนตรีมีคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๒๐ ให้คณะกรรมการมรรยาท

ทนายความปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งนั้นไปพลางก่อนจนกว่าคณะกรรมการใหม่จะ

เข้ารับหน้าที่โดยให้ประธานคณะกรรมการมรรยาททนายความปฏิบัติหน้าที่นายก

                        ในการปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนระหว่างที่คณะกรรมการใหม่ยังไม่ได้เข้ารับหน้าที่

คณะกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งหรือคณะกรรมการมรรยาททนายความ แล้วแต่กรณี มีอำนาจหน้าที่

ตามมาตรา ๒๗ (๑) เฉพาะกิจการที่มีลักษณะต่อเนื่องและเท่าที่จำเป็นเพื่อให้งานประจำของ

คณะกรรมการดำเนินไปได้โดยไม่เป็นที่เสียหาย หรือหยุดชะงัก กับจัดการเลือกตั้งคณะกรรมการใหม่

ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คณะกรรมการเดิมนั้นพ้นจากตำแหน่ง โดยจะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้น

เพื่อช่วยเหลือจัดการเลือกตั้งดังกล่าวด้วยก็ได้

 

                        มาตรา ๒๓  เมื่อนายกหรือกรรมการซึ่งได้รับเลือกตั้งพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระให้

เลือกตั้งนายกหรือกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่างภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งนายกหรือกรรมการ

นั้นว่างลง เว้นแต่วาระที่เหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน

                        ให้ผู้ซึ่งเป็นนายกหรือกรรมการซึ่งได้รับเลือกตั้งแทนนั้น อยู่ในตำแหน่งตามวาระของ

นายกหรือกรรมการซึ่งตนแทน

 

                        มาตรา ๒๔  การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ

กรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม และให้นายกหรือผู้รักษาการแทนเป็นประธานในที่ประชุม

                        มติของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน

ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

 

                        มาตรา ๒๕  ในกรณีที่นายกพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ หรือนายกไม่อยู่ หรือไม่สามารถ

ปฏิบัติหน้าที่ได้ให้อุปนายกเป็นผู้รักษาการแทน ถ้าอุปนายกพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ หรืออุปนายก

ไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้คณะกรรมการเลือกกรรมการคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาการแทน

 

                        มาตรา ๒๖  สภานายกพิเศษหรือผู้แทนจะเข้าฟังการประชุมและชี้แจงแสดงความเห็น

ในที่ประชุมคณะกรรมการ หรือจะส่งความเห็นเป็นหนังสือไปยังสภาทนายความในเรื่องใด ๆ ก็ได้แต่

ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน

 

                        มาตรา ๒๗  ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

                        (๑) บริหารกิจการของสภาทนายความตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดในมาตรา ๗

                        (๒) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อทำกิจการหรือพิจารณาเรื่องต่าง ๆ อันอยู่ในขอบเขต

แห่งวัตถุประสงค์ของสภาทนายความ เว้นแต่กิจการซึ่งมีลักษณะหรือสภาพที่ไม่อาจมอบหมายให้

กระทำการแทนกันได้

                        (๓) ออกข้อบังคับสภาทนายความเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้ใน

พระราชบัญญัตินี้ และข้อบังคับว่าด้วย

                          (ก) การเป็นสมาชิกและการขาดจากสมาชิกของสภาทนายความ

                          (ข) การเรียกเก็บและชำระค่าบำรุงและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ

                          (ค) การแจ้งย้ายสำนักงานของทนายความ

                          (ง) การประชุมคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการ

                          (จ) เรื่องอื่น ๆ อันอยู่ในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ของสภาทนายความ หรืออยู่ใน

อำนาจหน้าที่ของสภาทนายความตามกฎหมายอื่นรวมทั้งการแต่งตั้ง การบังคับบัญชา การรักษาวินัย

และการออกจากตำแหน่งของพนักงานสภาทนายความ

 

                        มาตรา ๒๘  ข้อบังคับนั้นเมื่อได้รับความเห็นชอบจากสภานายกพิเศษ และได้ประกาศ

ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้

 

                        มาตรา ๒๙  ให้นายกเสนอร่างข้อบังคับต่อสภานายกพิเศษโดยไม่ชักช้า สภานายกพิเศษ

อาจยับยั้งร่างข้อบังคับนั้นได้พร้อมทั้งแสดงเหตุผลโดยแจ้งชัด ในกรณีที่มิได้มีการยับยั้งภายในสามสิบวัน

นับแต่วันที่ได้รับร่างข้อบังคับที่นายกเสนอ ให้ถือว่าสภานายกพิเศษให้ความเห็นชอบในร่างข้อบังคับนั้น

 

                        มาตรา ๓๐  ถ้าสภานายกพิเศษยับยั้งร่างข้อบังคับใด ให้คณะกรรมการประชุมพิจารณา

อีกครั้งหนึ่งโดยพิจารณาเหตุผลของสภานายกพิเศษประกอบด้วย ในการประชุมนั้น ถ้ามีเสียงยืนยันถึง

สองในสามของจำนวนกรรมการทั้งคณะ ให้นายกเสนอร่างข้อบังคับนั้นต่อสภานายกพิเศษอีกครั้งหนึ่ง

ถ้าสภานายกพิเศษไม่ให้ความเห็นชอบในร่างข้อบังคับหรือไม่คืนร่างข้อบังคับนั้นมาภายในสิบห้าวัน

นับแต่วันที่ได้รับร่างข้อบังคับที่นายกเสนอ ให้นายกดำเนินการประกาศใช้ข้อบังคับนั้นในราชกิจจา

นุเบกษาต่อไปได้

 

                        มาตรา ๓๑  ทนายความไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยคนมีสิทธิเสนอขอให้คณะกรรมการ

พิจารณาแก้ไขข้อบังคับได้

 

                        มาตรา ๓๒  ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้นายกมีอำนาจกระทำการแทน

สภาทนายความ แต่นายกจะมอบหมายเป็นหนังสือให้กรรมการอื่นกระทำการแทนตนเฉพาะในกิจการ

ใดก็ได้

 

                                                                    หมวด ๔

                                               การขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตให้เป็นทนายความ

                       

 

                        มาตรา ๓๓  ห้ามมิให้ผู้ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาต หรือผู้ซึ่งขาดจากการเป็น

ทนายความหรือต้องห้ามทำการเป็นทนายความว่าความในศาล หรือแต่งฟ้อง คำให้การ ฟ้องอุทธรณ์

แก้อุทธรณ์ ฟ้องฎีกา แก้ฎีกา คำร้อง หรือคำแถลงอันเกี่ยวแก่การพิจารณาคดีในศาลให้แก่บุคคลอื่น

ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้กระทำในฐานะเป็นข้าราชการผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงาน

ของรัฐ องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดย

บทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น

 

                        มาตรา ๓๔  การขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาต การรับจดทะเบียน และออกใบอนุญาต

การต่ออายุใบอนุญาต และการขอบอกเลิกจากการเป็นทนายความให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่

กำหนดในกฎกระทรวง

 

                        มาตรา ๓๕  ผู้ขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

                        (๑) มีสัญชาติไทย

                        (๒) อายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ในวันยื่นคำขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาต

                        (๓) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรืออนุปริญญาทางนิติศาสตร์ หรือ

ประกาศนียบัตรในวิชานิติศาสตร์ ซึ่งเทียบได้ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรืออนุปริญญาจากสถาบันการศึกษา

ซึ่งสภาทนายความเห็นว่าสถาบันการศึกษานั้นมีมาตรฐานการศึกษาที่ผู้ได้รับปริญญาตรีหรืออนุปริญญา

หรือประกาศนียบัตรควรเป็นทนายความได้ และเป็นสมาชิกแห่งเนติบัณฑิตยสภา

                        (๔) ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี และไม่เป็นผู้ได้

กระทำการใดซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่น่าไว้วางใจในความซื่อสัตย์สุจริต

                        (๕) ไม่อยู่ในระหว่างต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก

                        (๖) ไม่เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในคดีที่คณะกรรมการเห็นว่า

จะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ

                        (๗) ไม่เป็นบุคคลผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ล้มละลาย

                        (๘) ไม่เป็นโรคติดต่อซึ่งเป็นที่รังเกียจแก่สังคม

                        (๙) ไม่เป็นผู้มีกายพิการหรือจิตบกพร่องอันเป็นเหตุให้เป็นผู้หย่อนสมรรถภาพในการ

ประกอบอาชีพทนายความ

                        (๑๐) ไม่เป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นซึ่งมีเงินเดือนและตำแหน่งประจำ

เว้นแต่ข้าราชการการเมือง

                        (๑๑) ไม่เป็นผู้ต้องห้ามมิให้ยื่นคำขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตตามมาตรา ๗๑

 

                        มาตรา ๓๖  ภายใต้บังคับมาตรา ๓๘ เมื่อคณะกรรมการได้รับคำขอจดทะเบียนและ

รับใบอนุญาตแล้ว เห็นว่าผู้ยื่นคำขอมีคุณสมบัติตามมาตรา ๓๕ ให้คณะกรรมการพิจารณารับจดทะเบียน

และออกใบอนุญาตให้ผู้ยื่นคำขอโดยเร็ว

                        ในกรณีที่คณะกรรมการไม่รับจดทะเบียนและออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ยื่นคำขอ

คณะกรรมการต้องแสดงเหตุผลของการไม่รับจดทะเบียนและออกใบอนุญาตดังกล่าวไว้โดยชัดแจ้ง

ในกรณีเช่นนี้ผู้ยื่นคำขอมีสิทธิอุทธรณ์การไม่รับจดทะเบียน และออกใบอนุญาตของสภาทนายความต่อ

สภานายกพิเศษได้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับ

                        คำวินิจฉัยของสภานายกพิเศษให้เป็นที่สุด

 

                        มาตรา ๓๗  ให้ผู้ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความหรือผู้ได้รับการต่ออายุ

ใบอนุญาตแล้วเป็นสมาชิกสภาทนายความ

 

                        มาตรา ๓๘  ในกรณีที่ผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความเป็นผู้ที่

ไม่เคยเป็นทนายความ หรือไม่เคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษา ตุลาการศาลทหาร พนักงานอัยการ

อัยการทหารหรือทนายความตามกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหารมาก่อน คณะกรรมการจะรับ

จดทะเบียนและออกใบอนุญาตให้ก็ต่อเมื่อผู้ยื่นคำขอได้ผ่านการฝึกอบรมมรรยาททนายความ

หลักปฏิบัติเบื้องต้น ในการว่าความ และการประกอบวิชาชีพทางกฎหมายแล้ว เว้นแต่ผู้ยื่นคำขอจะได้

ผ่านการฝึกหัดงานในสำนักงานทนายความมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี

                        เมื่อเห็นเป็นการสมควร คณะกรรมการจะสั่งยกเว้นให้ผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนและ

รับใบอนุญาตซึ่งมีคุณสมบัติตามที่กำหนดในข้อบังคับไม่ต้องเข้ารับการฝึกอบรมตามวรรคหนึ่งก็ได้

                        การฝึกอบรมตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักสูตร วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดใน

ข้อบังคับ

 

                        มาตรา ๓๙  ใบอนุญาตให้มีอายุใช้ได้เป็นเวลาสองปีนับแต่วันออกใบอนุญาต เว้นแต่

ใบอนุญาตประเภทที่เสียค่าธรรมเนียมในอัตราตลอดชีพให้มีอายุตลอดชีพของผู้ได้รับใบอนุญาต

                        ทนายความผู้ใดที่ใบอนุญาตมีอายุใช้ได้เป็นเวลาสองปี หากประสงค์จะทำการเป็น

ทนายความต่อไป ให้ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตภายในเก้าสิบวันก่อนวันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุ การต่ออายุ

ใบอนุญาตคราวหนึ่งให้ใช้ได้สองปีนับแต่วันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุ

                        ในกรณีที่คณะกรรมการไม่ต่ออายุใบอนุญาตให้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๓๖ วรรคสอง

มาใช้บังคับโดยอนุโลม และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของสภานายกพิเศษให้เป็นที่สุด

 

                        มาตรา ๔๐  ทนายความที่ขาดต่ออายุใบอนุญาตตามมาตรา ๓๙ วรรคสอง มีสิทธิได้รับ

การต่ออายุใบอนุญาต หากได้ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตภายในเวลาไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่

ใบอนุญาตสิ้นอายุและยอมชำระเงินค่าธรรมเนียมเพิ่มร้อยละยี่สิบของค่าธรรมเนียมสำหรับใบอนุญาต

นั้น

 

                        มาตรา ๔๑  ใบอนุญาตให้เป็นไปตามแบบที่กำหนดในข้อบังคับโดยอย่างน้อยต้องมีชื่อ

วัน เดือน ปี เกิด ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน ที่ตั้งสำนักงาน รูปถ่ายของผู้ถือใบอนุญาต เลขหมายใบอนุญาต

วันออกใบอนุญาต และวันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุ

                        ในกรณีที่ใบอนุญาตสูญหายหรือชำรุดเสียหายในสาระสำคัญ ให้ผู้รับใบอนุญาตยื่น

คำขอรับใบแทนใบอนุญาตภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบการสูญหาย หรือชำรุดเสียหาย

 

                        มาตรา ๔๒  ทนายความต้องมีสำนักงานที่จดทะเบียนเพียงแห่งเดียวตามที่ระบุไว้ใน

คำขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาต หรือตามที่ได้แจ้งย้ายสำนักงานต่อนายทะเบียนทนายความในภายหลัง

                        ให้นายทะเบียนทนายความจดแจ้งสำนักงานทนายความตามวรรคหนึ่งไว้ในทะเบียน

ทนายความ

 

                        มาตรา ๔๓  เมื่อปรากฏต่อคณะกรรมการว่า ทนายความผู้ใดเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตาม

มาตรา ๓๕ ไม่ว่าจะขาดคุณสมบัติก่อนหรือหลังจากจดทะเบียนและรับใบอนุญาต ให้ทนายความผู้นั้น

พ้นสภาพการเป็นทนายความ และให้คณะกรรมการจำหน่ายชื่อทนายความผู้นั้นออกจากทะเบียน

ทนายความ

                        บทบัญญัติในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่ทนายความผู้ต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษา

ถึงที่สุดหลังจากทนายความผู้นั้นได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตแล้ว

                        เมื่อมีการจำหน่ายชื่อทนายความออกจากทะเบียนทนายความตามวรรคหนึ่ง ให้นำ

บทบัญญัติมาตรา ๓๖ วรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลมและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของสภานายกพิเศษให้

เป็นที่สุด

                        ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๗๐ มาใช้บังคับแก่การจำหน่ายชื่อทนายความออกจากทะเบียน

ทนายความตามวรรคหนึ่งโดยอนุโลม

 

                        มาตรา ๔๔  ทนายความขาดจากการเป็นทนายความ เมื่อ

                        (๑) ตาย

                        (๒) ขอบอกเลิกจากการเป็นทนายความ

                        (๓) ขาดต่อใบอนุญาตตามมาตรา ๓๙ วรรคสอง

                        (๔) ถูกจำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนทนายความตามมาตรา ๔๓ หรือ

                        (๕) ถูกลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความตามมาตรา ๖๖ มาตรา ๖๗ มาตรา ๖๘ หรือ

มาตรา ๖๙

 

                                                                 หมวด ๕

                                                  การประชุมใหญ่ของสภาทนายความ

                       

 

                        มาตรา ๔๕  การประชุมใหญ่ของสภาทนายความ ได้แก่การประชุมใหญ่สามัญประจำปี

และการประชุมใหญ่วิสามัญ

 

                        มาตรา ๔๖  คณะกรรมการต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ปีละหนึ่งครั้ง

ภายในเดือนเมษายนของทุกปี

 

                        มาตรา ๔๗  เมื่อมีเหตุอันสมควร คณะกรรมการจะจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญ

เมื่อใดก็ได้

                        เมื่อสมาชิกมีจำนวนรวมกันไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยคนเข้าชื่อร้องขอเป็นหนังสือให้มีการ

ประชุมใหญ่วิสามัญ คณะกรรมการต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้

รับคำร้องขอ เว้นแต่คณะกรรมการเห็นว่าเรื่องที่ขอให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญเพื่อพิจารณานั้นเป็น

เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับสภาทนายความ หรือไม่มีเหตุอันสมควรที่จะได้รับการพิจารณาโดยที่ประชุมใหญ่ของ

สภาทนายความ

                        หนังสือร้องขอตามวรรคสองให้ระบุโดยชัดแจ้งว่าประสงค์ให้เรียกประชุมเพื่อพิจารณา

เรื่องใดและด้วยเหตุอันสมควรอย่างใด

 

                        มาตรา ๔๘  ในกรณีที่คณะกรรมการไม่จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญ

เมื่อคณะกรรมการได้รับคำร้องขอตามมาตรา ๔๗ วรรคสอง คณะกรรมการต้องแจ้งเหตุผลของการ

ไม่จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญดังกล่าวโดยชัดแจ้งไปยังสมาชิกคนใดคนหนึ่งซึ่งร่วมเข้าชื่อร้องขอ

ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอ ในกรณีเช่นนี้สมาชิกผู้ร่วมเข้าชื่อร้องขอนั้นทั้งหมดมีสิทธิ

ร่วมเข้าชื่อคัดค้านการไม่จัดการประชุมใหญ่วิสามัญนั้นต่อสภานายกพิเศษได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการ

ที่กำหนดในข้อบังคับ

                        คำวินิจฉัยของสภานายกพิเศษให้เป็นที่สุด และในกรณีที่สภานายกพิเศษมีคำวินิจฉัย

เห็นชอบด้วยกับคำคัดค้านตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญภายใน

สามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยจากสภานายกพิเศษ

 

                        มาตรา ๔๙  ในการประชุมใหญ่ของสภาทนายความ ต้องมีสมาชิกเข้าร่วมประชุมด้วย

ตนเองไม่น้อยกว่าสามร้อยคนจึงจะเป็นองค์ประชุม ถ้าการประชุมคราวใด นายกไม่อยู่ในที่ประชุม

หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้อุปนายกเป็นประธานในที่ประชุม ถ้านายกและอุปนายกไม่อยู่ในที่ประชุม

หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้สมาชิกที่มาประชุมเลือกสมาชิกคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุมเฉพาะ

การประชุมคราวนั้น

                        มติของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก สมาชิกคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน

ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

 

                        มาตรา ๕๐  ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้การประชุมใหญ่ของ

สภาทนายความให้เป็นไปตามที่กำหนดในข้อบังคับ

 

                                                           หมวด ๖

                                                     มรรยาททนายความ

                       

 

                        มาตรา ๕๑  ทนายความต้องประพฤติตนตามข้อบังคับว่าด้วยมรรยาททนายความ

การกำหนดมรรยาททนายความให้สภาทนายความตราเป็นข้อบังคับ

                        ทนายความผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับที่สภาทนายความตราขึ้นตาม

วรรคหนึ่ง ให้ถือว่าทนายความผู้นั้นประพฤติผิดมรรยาททนายความ

 

                        มาตรา ๕๒  โทษผิดมรรยาททนายความมี ๓ สถาน คือ

                        (๑) ภาคทัณฑ์

                        (๒) ห้ามทำการเป็นทนายความมีกำหนดไม่เกินสามปี หรือ

                        (๓) ลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความ

                        ในกรณีประพฤติผิดมรรยาททนายความเล็กน้อยและเป็นความผิดครั้งแรก ถ้าผู้มีอำนาจ

สั่งลงโทษตามมาตรา ๖๖ มาตรา ๖๗ หรือมาตรา ๖๘ แล้วแต่กรณี เห็นว่ามีเหตุอันควรงดโทษ จะงดโทษ

ให้โดยว่ากล่าวตักเตือน หรือให้ทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือไว้ก่อนก็ได้

 

                        มาตรา ๕๓  ข้อบังคับว่าด้วยมรรยาททนายความ ต้องประกอบด้วยข้อกำหนดดังต่อไปนี้

                        (๑) มรรยาทของทนายความต่อศาลและในศาล

                        (๒) มรรยาทของทนายความต่อตัวความ

                        (๓) มรรยาทของทนายความต่อทนายความด้วยกัน

                        (๔) มรรยาทของทนายความต่อประชาชนผู้มีอรรถคดี

                        (๕) มรรยาทเกี่ยวกับความประพฤติของทนายความ

                        (๖) การแต่งกายของทนายความ และ

                        (๗) การปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการมรรยาททนายความ คณะกรรมการหรือ

สภานายกพิเศษ แล้วแต่กรณี

 

                                                               หมวด ๗

                                                  คณะกรรมการมรรยาททนายความ

                       

 

                        มาตรา ๕๔  ให้มีคณะกรรมการมรรยาททนายความประกอบด้วย ประธานกรรมการ

รองประธานกรรมการ และกรรมการมรรยาททนายความอื่น อีกไม่น้อยกว่าเจ็ดคนตามจำนวนที่

คณะกรรมการกำหนด

                        ให้คณะกรรมการแต่งตั้งกรรมการมรรยาททนายความจากทนายความ ซึ่งมีคุณสมบัติ

ดังต่อไปนี้

                        (๑) เป็นทนายความมาแล้วรวมกันไม่น้อยกว่าสิบปี

                        (๒) ไม่เคยถูกลงโทษฐานประพฤติผิดมรรยาททนายความ หรือถูกจำหน่ายชื่อออกจาก

ทะเบียนทนายความ

 

                        มาตรา ๕๕  การแต่งตั้งกรรมการมรรยาททนายความตามมาตรา ๕๔ จะสมบูรณ์

ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบของสภานายกพิเศษ

 

                        มาตรา ๕๖  ให้นายกแจ้งการแต่งตั้งกรรมการมรรยาททนายความตามมาตรา ๕๔

ต่อสภานายกพิเศษ โดยไม่ชักช้า ในกรณีที่สภานายกพิเศษไม่แจ้งผลการพิจารณาให้ความเห็นชอบ

กลับมายังนายกภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการแต่งตั้ง ให้ถือว่าสภานายกพิเศษให้ความ

เห็นชอบในการแต่งตั้งนั้น

                        ในกรณีที่สภานายกพิเศษแจ้งกลับมายังนายกภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่งว่าไม่ให้

ความเห็นชอบในการแต่งตั้งคณะกรรมการมรรยาททนายความ หรือกรรมการมรรยาททนายความ

คนใดคนหนึ่ง ให้คณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งนั้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง ถ้าคณะกรรมการลงมติยืนยัน

การแต่งตั้งเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งคณะ ให้นายกแจ้งการ

แต่งตั้งนั้นต่อสภานายกพิเศษ ถ้าสภานายกพิเศษไม่ให้ความเห็นชอบหรือไม่แจ้งกลับมาภายในสิบห้าวัน

นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากนายก ให้นายกดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการมรรยาททนายความ หรือ

กรรมการคนนั้นได้

 

                        มาตรา ๕๗  ประธานกรรมการมรรยาททนายความมีอำนาจหน้าที่ควบคุมการพิจารณา

คดีมรรยาททนายความให้เป็นไปโดยรวดเร็วและเที่ยงธรรม และมีอำนาจหน้าที่อื่น ๆ ตามที่กำหนดใน

พระราชบัญญัตินี้หรือในข้อบังคับ

                        เมื่อประธานกรรมการมรรยาททนายความไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

ให้รองประธานกรรมการมารยาททนายความปฏิบัติหน้าที่แทนประธานกรรมการมรรยาททนายความ

ถ้าประธานกรรมการและรองประธานกรรมการมรรยาททนายความไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่

ได้ ให้กรรมการที่ได้รับมอบหมายเป็นหนังสือจากประธานกรรมการปฏิบัติหน้าที่แทนประธานกรรมการ

มรรยาททนายความ

 

                        มาตรา ๕๘  กรรมการมรรยาททนายความมีวาระการดำรงตำแหน่งสามปี และอาจ

ได้รับแต่งตั้งใหม่ได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินกว่าสองวาระติดต่อกันมิได้

                        ถ้าตำแหน่งว่างลงก่อนถึงกำหนดวาระ ให้คณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งซ่อม เว้นแต่

วาระการอยู่ในตำแหน่งของกรรมการมรรยาททนายความจะเหลือไม่ถึงเก้าสิบวันคณะกรรมการจะไม่

ดำเนินการแต่งตั้งซ่อมก็ได้ และให้นำบทบัญญัติมาตรา ๕๕ และมาตรา ๕๖ มาใช้บังคับแก่การแต่งตั้ง

ซ่อมโดยอนุโลม

                        กรรมการมรรยาททนายความซึ่งได้รับแต่งตั้งซ่อมให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงวาระของ

ผู้ที่ตนแทน

 

                        มาตรา ๕๙  ในกรณีที่คณะกรรมมรรยาททนายความพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และยัง

ไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการมรรยาททนายความใหม่ ให้คณะกรรมการมรรยาททนายความนั้นปฏิบัติ

หน้าที่ไปพลางก่อน จนกว่าคณะกรรมการมรรยาททนายความคณะใหม่จะเข้ารับหน้าที่

                        ให้คณะกรรมการแต่งตั้งกรรมการมรรยาททนายความใหม่ภายในหกสิบวันนับตั้งแต่

วันที่คณะกรรมการมรรยาททนายความคณะเก่าพ้นจากตำแหน่ง

 

                        มาตรา ๖๐  กรรมการมรรยาททนายความพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ

                        (๑) ครบวาระ

                        (๒) ตาย

                        (๓) ลาออก

                        (๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๕๔ วรรคสอง หรือ

                        (๕) ขาดจากการเป็นทนายความตามมาตรา ๔๔

 

                        มาตรา ๖๑  ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้กรรมการมรรยาททนายความเป็นเจ้าพนักงาน

ตามประมวลกฎหมายอาญา และให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการคัดค้านผู้พิพากษาตามกฎหมายว่าด้วย

วิธีพิจารณาความแพ่ง มาใช้บังคับแก่กรรมการมรรยาททนายความด้วยโดยอนุโลม

 

                        มาตรา ๖๒  คณะกรรมการมรรยาททนายความมีอำนาจแต่งตั้งทนายความคนหนึ่ง

หรือหลายคนเป็นอนุกรรมการหรือคณะทำงาน ให้กระทำกิจการใดกิจการหนึ่งในขอบอำนาจของ

คณะกรรมการมรรยาททนายความ เว้นแต่การวินิจฉัยชี้ขาดคดีมรรยาททนายความ

 

                        มาตรา ๖๓  ในการพิจารณาคดีมรรยาททนายความ ต้องมีกรรมการมรรยาท

ทนายความมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดของคณะกรรมการมรรยาท

ทนายความจึงจะเป็นองค์ประชุม

                        ภายใต้บังคับมาตรา ๖๔ วรรคสาม และมาตรา ๖๙ วรรคสาม การประชุมปรึกษา

หรือการวินิจฉัยชี้ขาดคดีมรรยาททนายความของคณะกรรมการมรรยาททนายความให้ถือตาม

เสียงข้างมาก แต่กรรมการมรรยาททนายความฝ่ายข้างน้อยมีสิทธิทำความเห็นแย้งได้

 

                        มาตรา ๖๔  บุคคลผู้ได้รับความเสียหายหรือทนายความมีสิทธิกล่าวหาทนายความ

ว่าประพฤติผิดมรรยาททนายความ โดยทำคำกล่าวหาเป็นหนังสือยื่นต่อประธานกรรมการมรรยาท

ทนายความ

                        สิทธิกล่าวหาทนายความตามวรรคหนึ่งเป็นอันสิ้นสุดลง เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่

วันที่ผู้มีสิทธิกล่าวหารู้เรื่องการประพฤติผิดมรรยาททนายความ และเมื่อรู้ตัวผู้ประพฤติผิดแต่ต้องไม่เกิน

สามปีนับแต่วันประพฤติผิดมรรยาททนายความ

                        การถอนคำกล่าวหาที่ได้ยื่นตามวรรคหนึ่ง จะเป็นเหตุให้คดีมรรยาททนายความระงับ

ก็ต่อเมื่อคณะกรรมการมรรยาททนายความมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน

กรรมการมรรยาททนายความที่มาประชุม อนุญาตให้ผู้กล่าวหาถอนคำกล่าวหาได้

 

                        มาตรา ๖๕  เมื่อได้รับคำกล่าวหาตามมาตรา ๖๔ วรรคหนึ่ง หรือเมื่อได้รับแจ้งจากศาล

พนักงานอัยการ หรือพนักงานสอบสวน หรือเมื่อปรากฏแก่คณะกรรมการมรรยาททนายความว่ามี

พฤติการณ์อันสมควรให้มีการสอบสวนมรรยาททนายความผู้ใด ให้คณะกรรมการมรรยาททนายความ

แต่งตั้งทนายความไม่น้อยกว่าสามคนเป็นคณะกรรมการสอบสวน ทำการสอบสวน เพื่อการนี้

ให้คณะกรรมการสอบสวนมีอำนาจเรียกบุคคลใด ๆ มาให้ถ้อยคำ และมีหนังสือแจ้งให้บุคคลใด ๆ

ส่งหรือจัดการส่งเอกสารหรือวัตถุเพื่อประโยชน์แก่การสอบสวนได้

                        เมื่อคณะกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนเสร็จแล้ว ให้เสนอเรื่องต่อประธาน

กรรมการมรรยาททนายความเพื่อพิจารณาสั่งการตามมาตรา ๖๖ ต่อไป

 

                        มาตรา ๖๖  ในการพิจารณาคดีมรรยาททนายความ คณะกรรมการมรรยาททนายความ

มีอำนาจสั่งจำหน่ายคดี สั่งยกคำกล่าวหา หรือสั่งลงโทษหรือดำเนินการกับทนายความที่ถูกกล่าวหา

อย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา ๕๒

 

                        มาตรา ๖๗  ในกรณีที่คณะกรรมการมรรยาททนายความมีคำสั่งตามมาตรา ๖๖ ให้

ประธานกรรมการมรรยาททนายความส่งสำนวนคดีมรรยาททนายความนั้นไปยังนายกภายในสามสิบวัน

นับแต่วันมีคำสั่ง ในกรณีเช่นนี้ ให้คณะกรรมการทำการพิจารณาและจะสั่งยืน แก้ หรือกลับคำสั่งของ

คณะกรรมการมรรยาททนายความ รวมทั้งสั่งลงโทษ หรือดำเนินการกับทนายความที่ถูกกล่าวหา

อย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา ๕๒ ตามที่เห็นสมควรได้ และก่อนที่จะมีคำสั่งดังกล่าวคณะกรรมการอาจ

สั่งให้คณะกรรมการมรรยาททนายความทำการสอบสวนเพิ่มเติมก็ได้

                        เมื่อนายกได้รับสำนวนคดีมรรยาททนายความตามวรรคหนึ่งแล้วหากคณะกรรมการ

มิได้วินิจฉัยและแจ้งคำวินิจฉัยมายังประธานกรรมการมรรยาททนายความภายในหกสิบวันนับแต่

วันได้รับสำนวน ให้ถือว่าคณะกรรมการมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของคณะกรรมการมรรยาททนายความ

เว้นแต่กรณีที่มีการสอบสวนเพิ่มเติม ระยะเวลาหกสิบวันให้นับตั้งแต่วันที่ได้รับสำนวนการสอบสวน

เพิ่มเติม

                        คำสั่งของคณะกรรมการที่ยืนตามให้จำหน่ายคดี หรือยกคำกล่าวหาตามวรรคหนึ่ง หรือ

วรรคสองให้เป็นที่สุด

 

                        มาตรา ๖๘  ทนายความซึ่งถูกสั่งลงโทษหรือดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตาม

มาตรา ๕๒ อาจอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อสภานายกพิเศษได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดใน

ข้อบังคับภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำสั่ง ในกรณีเช่นนี้ให้สภานายกพิเศษทำการพิจารณา

และมีคำสั่ง และให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๖๗ วรรคหนึ่งและวรรคสอง มาใช้บังคับแก่การพิจารณาและ

การมีคำสั่งของสภานายกพิเศษโดยอนุโลม

                        คำสั่งของสภานายกพิเศษให้เป็นที่สุด

 

                        มาตรา ๖๙  เมื่อทนายความผู้ใดต้องรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด เว้นแต่

ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษให้ศาลชั้นต้นที่อ่านคำพิพากษาถึงที่สุดนั้น

มีหนังสือแจ้งการต้องโทษจำคุกของทนายความผู้นั้น ให้ประธานกรรมการมรรยาททนายความทราบ

                        เมื่อได้รับหนังสือแจ้งตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้ประธานกรรมการมรรยาททนายความ

เสนอเรื่องให้คณะกรรมการมรรยาททนายความสั่งลบชื่อทนายความผู้นั้นออกจากทะเบียนทนายความ

แต่คณะกรรมการมรรยาททนายความจะไม่สั่งลบชื่อทนายความผู้นั้นออกจากทะเบียนทนายความก็ได้

หากพิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำความผิดของทนายความผู้นั้นไม่เป็นการกระทำที่ชั่วร้ายไม่เป็นการ

กระทำที่แสดงให้เห็นว่าทนายความผู้นั้นไม่น่าไว้วางใจในความซื่อสัตย์สุจริต และไม่เป็นการกระทำที่

เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ

                        คำสั่งไม่ลบชื่อทนายความผู้กระทำผิดออกจากทะเบียนทนายความตามวรรคสอง ต้องมี

คะแนนเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมดของคณะกรรมการมรรยาท

ทนายความ

                        คำสั่งลบชื่อหรือไม่ลบชื่อทนายความออกจากทะเบียนทนายความตามวรรคสอง ให้

ประธานกรรมการมรรยาททนายความแจ้งต่อนายกภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่มีคำสั่ง และให้

คณะกรรมการทำการพิจารณา และจะสั่งยืน หรือกลับคำสั่งของคณะกรรมการมรรยาททนายความก็ได้

 

                        มาตรา ๗๐  เมื่อมีคำสั่งอันถึงที่สุดลงโทษทนายความที่ประพฤติผิดมรรยาททนายความ

หรือมีคำสั่งลบชื่อทนายความออกจากทะเบียนทนายความ ให้นายทะเบียนทนายความจดแจ้งคำสั่งนั้นไว้

ในทะเบียนทนายความและแจ้งคำสั่งนั้น ให้ทนายความผู้ถูกกล่าวหาและผู้กล่าวหาทราบ

                        ในกรณีที่คำสั่งตามวรรคหนึ่งเป็นคำสั่งห้ามทำการเป็นทนายความหรือคำสั่งลบชื่อออก

จากทะเบียนทนายความ ให้นายทะเบียนความแจ้งคำสั่งนั้นให้ศาลทั่วราชอาณาจักร และเนติบัณฑิตยสภา

ทราบด้วย

 

                        มาตรา ๗๑  บุคคลที่ถูกลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความจะขอจดทะเบียนและ

รับใบอนุญาตอีกมิได้ เว้นแต่เวลาได้ผ่านพ้นไปแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันถูกลบชื่อ

 

                        มาตรา ๗๒  ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้การประชุม ปรึกษา

การสอบสวน การพิจารณา และการวินิจฉัยชี้ขาดคดีมรรยาททนายความ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์

และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับ

 

                                                                หมวด ๘

                                                    กองทุนสวัสดิการทนายความ

                       

 

                        มาตรา ๗๓  ให้มีกองทุนสวัสดิการทนายความ ประกอบด้วย

                        (๑) เงินที่สภาทนายความจัดสรรให้เป็นประจำปี

                        (๒) ทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้ และ

                        (๓) ดอกผลของ (๑) และ (๒)

                        ทนายความที่ได้รับความเดือดร้อนหรือทายาทของทนายความที่ถึงแก่ความตาย

ซึ่งได้รับความเดือดร้อน มีสิทธิขอรับการสงเคราะห์จากเงินกองทุนสวัสดิการทนายความ โดยยื่นคำขอ

ต่อสวัสดิการสภาทนายความ

                        การสงเคราะห์ การเก็บรักษา และการจ่ายเงินสวัสดิการทนายความ ให้เป็นไปตาม

หลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับ

 

หมวด ๙

การช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย

                       

 

                        มาตรา ๗๔  ให้มีคณะกรรมการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ประกอบด้วย

นายก อุปนายก เลขาธิการ และบุคคลอื่นอีกไม่เกินแปดคนที่คณะกรรมการแต่งตั้งจากผู้ที่เป็น

ทนายความมาแล้วรวมกันไม่น้อยกว่าสิบปี

                        ให้นายกเป็นประธานกรรมการ อุปนายกเป็นรองประธานกรรมการ และเลขาธิการเป็น

เลขานุการ

 

                        มาตรา ๗๕  ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๕๘ และมาตรา ๖๐ มาใช้บังคับแก่กรรมการ

ช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายที่คณะกรรมการแต่งตั้งตามมาตรา ๗๔ วรรคหนึ่ง โดยอนุโลม

 

                        มาตรา ๗๖  คณะกรรมการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

                        (๑) ให้การช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายตามมาตรา ๗๙

                        (๒) เก็บรักษาและจ่ายเงินกองทุนช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายตามมาตรา ๗๗

                        (๓) อำนาจหน้าที่อื่นตามที่กำหนดในข้อบังคับ

 

                        มาตรา ๗๗  ให้มีกองทุนช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายประกอบด้วย

                        (๑) เงินที่สภาทนายความจัดสรรให้เป็นประจำปีเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละสิบของ

เงินรายได้ของสภาทนายความตามมาตรา ๙ (๑) ของปีที่ล่วงมา

                        (๒) เงินอุดหนุนจากรัฐบาล

                        (๓) ทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้ และ

                        (๔) ดอกผลของ (๑) (๒) และ (๓)

 

                        มาตรา ๗๘  ประชาชนผู้มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายต้องเป็นผู้ยากไร้และ

ไม่ได้รับความเป็นธรรม

 

                        มาตรา ๗๙  การช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ได้แก่

                        (๑) การให้คำปรึกษา หรือแนะนำเกี่ยวกับกฎหมาย

                        (๒) การร่างนิติกรรมสัญญา

                        (๓) การจัดหาทนายความว่าต่างแก้ต่าง

                        คณะกรรมการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายจะจัดให้มีทนายความประจำ

คณะกรรมการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายเพื่อทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือดังกล่าวด้วยก็ได้ โดยให้

ได้รับค่าตอบแทนตามที่กำหนดในข้อบังคับ

 

                        มาตรา ๘๐  เมื่อมีการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสภาทนายความ คณะกรรมการ

ช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายต้องมีหนังสือแจ้งให้ที่ประชุมทราบถึงเงินกองทุนช่วยเหลือประชาชน

ทางกฎหมายที่ยังเหลืออยู่ งบดุลและรายรับรายจ่ายของการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายในรอบปี

ที่ผ่านมาซึ่งมีคำรับรองของผู้สอบบัญชีสภาทนายความ รวมทั้งผลงานและอุปสรรคข้อขัดข้องของ

การช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายในรอบปีที่ผ่านมา

                        ให้ประธานกรรมการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายส่งสำเนาหนังสือแจ้งให้ที่ประชุม

ทราบตามวรรคหนึ่ง ไปยังรัฐมนตรีเพื่อทราบด้วย

 

                        มาตรา ๘๑  ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ การประชุมของ

คณะกรรมการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย การรับเงิน การจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินกองทุน

ช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายการดำเนินการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายให้เป็นไปตาม

หลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับ

 

                                                              หมวด ๑๐

                                                           บทกำหนดโทษ

                       

 

                        มาตรา ๘๒  ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๓๓ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกิน

สี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

 

                        มาตรา ๘๓  ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียกตามมาตรา ๖๕ วรรคหนึ่ง ซึ่งให้มาเพื่อให้

ถ้อยคำหรือให้ส่งหรือจัดการส่งเอกสารหรือวัตถุใดหรือมาตามหนังสือเรียกแล้วแต่ไม่ยอมให้ถ้อยคำ

โดยปราศจากเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือ

ทั้งจำทั้งปรับ

 

                                                           บทเฉพาะกาล

                       

 

                        มาตรา ๘๔  ให้ผู้ที่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความชั้นหนึ่ง หรือชั้นสอง

อยู่แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นผู้ที่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้

และให้ถือว่าใบอนุญาตเป็นทนายความนั้น ๆ เป็นใบอนุญาตที่ได้ออกให้ตามพระราชบัญญัตินี้ แต่ให้มี

อายุใช้ได้จนถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ของปีที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

                        ให้ผู้ซึ่งขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๓๕ (๓) ที่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาต หรือเคย

จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความชั้นสองอยู่แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับมีสิทธิขอ

ต่ออายุใบอนุญาตตามมาตรา ๓๙ และมาตรา ๔๐ หรือขอจดทะเบียน และรับใบอนุญาตได้และให้ถือว่า

ผู้นั้นเป็นทนายความตามพระราชบัญญัตินี้

                        ให้นำบทบัญญัติตามมาตรา ๓๕ (๑) (๒) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๐) และ (๑๑) มา

ใช้บังคับแก่ทนายความตามวรรคสองด้วย

 

                        มาตรา ๘๕  ให้เนติบัณฑิตยสภาส่งมอบทะเบียนทนายความและบรรดาเอกสารที่

เกี่ยวกับการจดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความการต่ออายุใบอนุญาตเป็นทนายความและ

การควบคุมมรรยาททนายความ เว้นแต่สำนวนคดีมรรยาททนายความที่ยังค้างพิจารณาอยู่ให้แก่

สภาทนายความภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

 

                        มาตรา ๘๖  ให้คณะกรรมการออกข้อบังคับว่าด้วยมรรยาททนายความตามมาตรา ๕๓

ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

                        ในระหว่างที่คณะกรรมการยังมิได้ออกข้อบังคับว่าด้วยมรรยาททนายความตาม

วรรคหนึ่งให้ถือว่าบทบัญญัติตามมาตรา ๑๒ (๑) (๒) (๓) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติทนายความ

พุทธศักราช ๒๔๗๗ และข้อบังคับของเนติบัณฑิตยสภาว่าด้วยมรรยาททนายความและการแต่งกายของ

ทนายความที่ใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นเสมือนข้อบังคับว่าด้วยมรรยาท

ทนายความตามพระราชบัญญัตินี้จนกว่าจะมีข้อบังคับว่าด้วยมรรยาททนายความตามวรรคหนึ่ง

 

                        มาตรา ๘๗  ให้มีคณะกรรมการมรรยาททนายความตามมาตรา ๕๔ ภายในเก้าสิบวัน

นับแต่วันที่มีข้อบังคับว่าด้วยมรรยาททนายความตามมาตรา ๘๖ วรรคหนึ่ง

                        ให้บรรดาคดีมรรยาททนายความที่ค้างพิจารณาอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

และคดีมรรยาททนายความที่เกิดขึ้นในขณะที่ยังไม่มีคณะกรรมการมรรยาททนายความตามวรรคหนึ่ง

อยู่ในบังคับของบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยทนายความที่ใช้อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

จนกว่าจะเสร็จการ

                        เพื่อประโยชน์แห่งบทบัญญัติวรรคสอง ให้คณะกรรมการมรรยาททนายความและบุคคล

ซึ่งมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับคดีมรรยาททนายความอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หรือที่จะได้รับ

การแต่งตั้งเพื่อการปฏิบัติตามบทบัญญัติวรรคสองมีอำนาจกระทำการตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วย

ทนายความที่ใช้อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับต่อไปนี้กว่าจะเสร็จการ

 

                        มาตรา ๘๘  ในวาระเริ่มแรกให้รัฐมนตรีแต่งตั้งทนายความซึ่งมีคุณสมบัติของ

ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นกรรมการตามมาตรา ๑๗ วรรคสอง จำนวนสิบห้าคน ซึ่งในจำนวนนี้ต้องเป็น

กรรมการบริหารของสมาคมทนายความแห่งประเทศไทยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามเป็นคณะกรรมการ

ตามมาตรา ๑๔ ทั้งนี้ ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

 

                        มาตรา ๘๙  ให้คณะกรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งตามมาตรา ๘๘ เลือกและแต่งตั้ง

กรรมการด้วยกันเองคนหนึ่งเป็นนายกตามมาตรา ๑๔ ทั้งนี้ ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่รัฐมนตรีแต่งตั้ง

                        ให้คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งจัดให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการตามมาตรา ๑๔

ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง

 

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

     พลเอก ป. ติณสูลานนท์

          นายกรัฐมนตรี

 

                       

 

 

                                                          อัตราค่าธรรมเนียม

                       

 

(๑) การจดทะเบียนเป็นทนายความ                                                                                 ๘๐๐ บาท

(๒) การรับใบอนุญาตให้เป็นทนายความตลอดชีพ                         ฉบับละ                     ๔,๐๐๐ บาท

(๓) การรับใบอนุญาตให้เป็นทนายความสองปี                              ฉบับละ                         ๘๐๐ บาท

(๔) การต่ออายุใบอนุญาตให้เป็นทนายความ                                ฉบับละ                         ๘๐๐ บาท

(๕) การออกใบแทนใบอนุญาตให้เป็นทนายความ                         ฉบับละ                         ๑๐๐ บาท

 

                       

หมายเหตุ:  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่กฎหมายว่าด้วยทนายความ

ได้ใช้บังคับมานานแล้วและมีบทบัญญัติบางประการที่สมควรปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมเพื่อควบคุม

และส่งเสริมการประกอบอาชีพทนายความ เช่น ให้มีสภาทนายความเพื่อควบคุมมรรยาทของทนายความ

ให้มีกองทุนสงเคราะห์ทนายความเพื่อช่วยเหลือทนายความ เป็นต้น และสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยการ

ช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายโดยตรง เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้สามารถกระทำได้

อย่างกว้างขวางและทันกับความต้องการ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 


Last Updated (Tuesday, 30 November 1999 00:00)