Home

 

พ.ร.บ.คุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ.2546 ( Witness Protection Act, B.E.2546 )

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail
Written by Administrator | Thursday, 13 November 2008 11:23

                                                          พระราชบัญญัติ

                                                      คุ้มครองพยานในคดีอาญา

                                                            พ.ศ. ๒๕๔๖

                       

 

                                                      ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

                                        ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๖

                                                 เป็นปีที่ ๕๘ ในรัชกาลปัจจุบัน

 

                        พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ

ให้ประกาศว่า

                        โดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองพยานในคดีอาญา

                        พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของ

บุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๖ และมาตรา ๓๗ ของรัฐธรรมนูญแห่ง

ราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

                        จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอม

ของรัฐสภาดังต่อไปนี้

 

                        มาตรา ๑  พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา

พ.ศ. ๒๕๔๖”

 

                        มาตรา ๒  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่

วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

                        [รก. ๒๕๔๖/๕๘ ก/๔/๒๐ มิถุนายน ๒๕๔๖]

 

                        มาตรา ๓  ในพระราชบัญญัตินี้

                        “พยาน” หมายความว่า พยานบุคคลซึ่งจะมาให้ หรือได้ให้ข้อเท็จจริง ต่อพนักงาน

ผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญา

หรือศาลในการดำเนินคดีอาญา รวมทั้งผู้ชำนาญการพิเศษ แต่มิให้หมายความรวมถึงจำเลยที่อ้างตนเอง

เป็นพยาน

                        “ความปลอดภัย” หมายความว่า ความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ

ชื่อเสียง ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดของพยาน ทั้งก่อน ขณะและหลังมาเป็นพยาน

                        “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

                        มาตรา ๔  การเรียกร้องหรือการได้มาซึ่งสิทธิหรือประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้

ไม่เป็นการตัดสิทธิหรือประโยชน์ที่พยานพึงได้รับตามกฎหมายอื่น

 

                        มาตรา ๕  ให้นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการ

กระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และเพื่อการ

นั้นให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงวางระเบียบการงานตามหน้าที่ กับให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่

เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติ  ทั้งนี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของแต่ละกระทรวง

                        กฎกระทรวงและระเบียบนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

 

                                                             หมวด ๑

                                             มาตรการทั่วไปในการคุ้มครองพยาน

                       

 

                        มาตรา ๖  ในกรณีที่พยานอาจไม่ได้รับความปลอดภัย พนักงานผู้มีอำนาจสืบสวน

คดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญา ศาล หรือสำนักงาน

คุ้มครองพยานแล้วแต่กรณี อาจจัดให้พยานอยู่ในความคุ้มครองตามที่เห็นเป็นการสมควร หรือตามที่

พยานหรือบุคคลอื่นใด ซึ่งมีประโยชน์เกี่ยวข้องได้ร้องขอ และในกรณีจำเป็นบุคคลดังกล่าวจะขอให้

เจ้าพนักงานตำรวจหรือเจ้าหน้าที่อื่นช่วยให้ความคุ้มครองแก่พยานได้ตามความจำเป็น  ทั้งนี้ ต้องได้รับ

ความยินยอมของพยานด้วย

                        การแจ้งและวิธีการที่เจ้าพนักงานตำรวจหรือเจ้าหน้าที่อื่นจะให้ความคุ้มครองแก่พยาน

ตามคำขอและการสิ้นสุดลงซึ่งการคุ้มครองตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่กำหนดโดย

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือหัวหน้าหน่วยงานของรัฐของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี

                        การคุ้มครองให้พยานได้รับความปลอดภัย ให้รวมถึงการจัดให้พยานอยู่ในสถานที่

ที่ปลอดภัย เว้นแต่พยานจะไม่ให้ความยินยอมและการปกปิดมิให้มีการเปิดเผยชื่อตัว ชื่อสกุล ที่อยู่ ภาพ

หรือข้อมูลอย่างอื่นที่สามารถระบุตัวพยานได้  ทั้งนี้ ตามความเหมาะสมแก่สถานะและสภาพของพยาน

และลักษณะของคดีอาญาที่เกี่ยวข้อง

 

                        มาตรา ๗  ในกรณีที่สามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของพยาน หรือบุคคลอื่นที่มี

ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานซึ่งมีผลต่อการที่พยานจะมาเป็นพยานอาจไม่ได้รับความปลอดภัยและ

พยานได้ขอร้องให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องพิจารณานำมาตรการทั่วไปในการคุ้มครองพยานมาใช้บังคับ

แก่บุคคลดังกล่าวได้ตามความจำเป็นที่เห็นสมควร เว้นแต่บุคคลดังกล่าวจะไม่ให้ความยินยอม

 

                                                         หมวด ๒

                                        มาตรการพิเศษในการคุ้มครองพยาน

                       

 

                        มาตรา ๘  พยานในคดีอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ อาจได้รับการคุ้มครองตาม

มาตรการพิเศษได้

                        (๑) คดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและ

ปราบปรามการฟอกเงิน กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หรือกฎหมายว่าด้วย

ศุลกากร

                        (๒) คดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา

                        (๓) คดีความผิดเกี่ยวกับเพศตามประมวลกฎหมายอาญา เฉพาะที่เกี่ยวกับการเป็นธุระ

จัดหาล่อไปหรือพาไปเพื่อการอนาจาร เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น และความผิดฐานพรากเด็กและ

ผู้เยาว์ ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก หรือ

ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี หรือความผิดเกี่ยวกับการเป็น

เจ้าของกิจการค้าประเวณี ผู้ดูแลหรือผู้จัดการกิจการค้าประเวณี หรือสถานการค้าประเวณี หรือเป็น

ผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีในสถานการค้าประเวณี

                        (๔) คดีความผิดเกี่ยวกับองค์กรอาชญากรรม ได้แก่ ความผิดฐานอั้งยี่และซ่องโจรตาม

ประมวลกฎหมายอาญา และให้หมายความรวมถึงความผิดอื่นใดที่มีลักษณะเป็นการกระทำร่วมกันโดย

กลุ่มอาชญากร ที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบและมีการวางเครือข่ายเป็นขบวนการหรือองค์กรลับ

อย่างซับซ้อนและเป็นสัดส่วน

                        (๕) คดีความผิดที่มีอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่สิบปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่

หนักกว่านั้น

                        (๖) คดีซึ่งสำนักงานคุ้มครองพยานเห็นสมควรให้ความคุ้มครองพยาน

 

                        มาตรา ๙  เมื่อปรากฏแน่ชัดหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าพยานจะไม่ได้รับความปลอดภัย

พยานหรือบุคคลอื่นใดซึ่งมีประโยชน์เกี่ยวข้อง พนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจ

สอบสวนคดีอาญา หรือพนักงานผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญา อาจยื่นคำร้องต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง

ยุติธรรมหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมาย เพื่อขอใช้มาตรการพิเศษในการคุ้มครองพยาน  ทั้งนี้ ต้องได้รับ

ความยินยอมของพยานด้วย

                        เมื่อได้รับคำร้องตามวรรคหนึ่ง ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมหรือผู้ซึ่งได้รับ

มอบหมายพิจารณาสั่งการโดยด่วน ถ้ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าพยานจะไม่ได้รับความปลอดภัย ก็ให้สั่งให้

ใช้มาตรการพิเศษในการคุ้มครองพยาน

                        การยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่ง และการดำเนินการตามวรรคสอง ให้เป็นไปตาม

หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

 

                        มาตรา ๑๐  ให้สำนักงานคุ้มครองพยานดำเนินการเพื่อคุ้มครองพยานตามมาตรการ

พิเศษอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

                        (๑) ย้ายที่อยู่ หรือจัดหาที่พักอันเหมาะสม

                        (๒) จ่ายค่าเลี้ยงชีพที่สมควรแก่พยานหรือบุคคลที่อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของพยาน

เป็นระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปี เว้นแต่มีเหตุจำเป็นอาจขอขยายระยะเวลาครั้งละไม่เกินสามเดือน แต่ไม่เกิน

สองปี

                        (๓) ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุล และ

หลักฐานทางทะเบียนที่สามารถระบุตัวพยาน รวมทั้งการดำเนินการเพื่อกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามคำขอ

ของพยานด้วย

                        (๔) ดำเนินการเพื่อให้มีอาชีพหรือให้มีการศึกษาอบรม หรือดำเนินการใดเพื่อให้พยาน

สามารถดำรงชีพอยู่ได้ตามที่เหมาะสม

                        (๕) ช่วยเหลือในการเรียกร้องสิทธิที่พยานพึงได้รับ

                        (๖) ดำเนินการให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองความปลอดภัยในระยะเวลาที่จำเป็น

                        (๗) ดำเนินการอื่นใดให้พยานได้รับความช่วยเหลือหรือได้รับความคุ้มครองตามที่

เห็นสมควร

                        ในกรณีที่ได้มีการดำเนินการตามวรรคหนึ่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามคำขอ

ดังกล่าว โดยให้ถือว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นความลับ และห้ามมิให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดเผยข้อมูลนั้น

เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

 

                        มาตรา ๑๑  ในกรณีที่สามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของพยาน หรือบุคคลอื่นที่มี

ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานซึ่งมีผลต่อการที่พยานจะมาเป็นพยานอาจไม่ได้รับความปลอดภัยและ

พยานได้ร้องขอให้นำมาตรการพิเศษในการคุ้มครองพยานมาใช้บังคับแก่บุคคลดังกล่าวได้ เว้นแต่

บุคคลดังกล่าวจะไม่ให้ความยินยอม

 

                        มาตรา ๑๒  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายอาจสั่งให้

การคุ้มครองพยานตามมาตรการพิเศษสิ้นสุดลง เมื่อมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

                        (๑) พยานร้องขอ

                        (๒) พยานไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงหรือระเบียบของกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการ

คุ้มครองพยานตามมาตรการพิเศษ

                        (๓) พฤติการณ์เกี่ยวกับความปลอดภัยของพยานเปลี่ยนแปลงไป และกรณีที่ไม่มี

ความจำเป็นที่จะต้องให้การคุ้มครองพยานตามมาตรการพิเศษอีกต่อไป

                        (๔) พยานไม่ให้การเป็นพยานโดยไม่มีเหตุสมควร

                        (๕) ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษพยานในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ

ความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล หรือความผิดฐานทำพยานหลักฐานอันเป็น

เท็จอันเนื่องมาจากการเป็นพยานในคดีที่พยานได้รับความคุ้มครอง

 

                                                            หมวด ๓

                                              สำนักงานคุ้มครองพยานและการดำเนินคดี

                       

 

                        มาตรา ๑๓  ให้จัดตั้งสำนักงานคุ้มครองพยานขึ้นในกระทรวงยุติธรรม และให้มีอำนาจ

หน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการคุ้มครองพยานตามมาตรการทั่วไปและมาตรการพิเศษ การปฏิบัติ

ที่เหมาะสมรวมทั้งประสานการปฏิบัติงานและข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองความปลอดภัยแก่พยานตามพระราชบัญญัตินี้

 

                        มาตรา ๑๔  ในกรณีที่เห็นว่ามีความจำเป็น กระทรวงยุติธรรมจะแต่งตั้งข้าราชการ

ในสังกัดกระทรวงยุติธรรมซึ่งมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางนิติศาสตร์ เพื่อให้มีอำนาจดำเนินคดีแพ่ง

ตามพระราชบัญญัตินี้ตามที่กระทรวงยุติธรรมมอบหมายก็ได้ โดยแจ้งให้ศาลทราบ

                        การดำเนินคดีตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ข้าราชการผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำเนินคดีหรือพนักงานอัยการได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง

 

                                                               หมวด ๔

                                              ค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายแก่พยาน

                       

 

                        มาตรา ๑๕  ในกรณีเกิดความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ชื่อเสียง

ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดของพยานหรือสามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานหรือบุคคลอื่น

ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยาน เพราะมีการกระทำผิดอาญาโดยเจตนาเนื่องจากการที่พยานจะมา

หรือได้มาเป็นพยานบุคคลนั้นมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนที่จำเป็นและสมควร

                        ค่าตอบแทนตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่กระทรวงยุติธรรมกำหนดโดย

ความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง

                        ในกรณีที่บุคคลตามวรรคหนึ่งปฏิเสธการได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๖ มาตรา ๗

มาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๑ แล้วแต่กรณี บุคคลดังกล่าวไม่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทน

 

                        มาตรา ๑๖  ให้บุคคลซึ่งได้รับความเสียหายที่มีสิทธิขอรับค่าตอบแทนตามมาตรา ๑๕

หรือทายาทยื่นคำขอต่อสำนักงานคุ้มครองพยานตามแบบที่สำนักงานคุ้มครองพยานกำหนดภายในหนึ่งปี

นับแต่วันที่บุคคลนั้นได้รู้ถึงการกระทำความผิด

                        หลักเกณฑ์ วิธีการยื่นคำขอ และวิธีพิจารณาคำขอ ให้เป็นไปตามระเบียบที่กระทรวง

ยุติธรรมกำหนด

 

                        มาตรา ๑๗  เมื่อพยานได้ให้ข้อเท็จจริงต่อ พนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา

พนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญา หรือเบิกความต่อศาลแล้ว

พยานพึงมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนที่จำเป็นและสมควร  ทั้งนี้ ตามระเบียบที่กระทรวงยุติธรรมกำหนด

โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง แต่ในกรณีที่เป็นพยานโจทก์ในคดีความผิดต่อส่วนตัวซึ่ง

ผู้เสียหายเป็นโจทก์ หรือเป็นพยานจำเลยให้อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะมีคำสั่งให้มีการจ่ายค่าตอบแทน

ดังกล่าว แต่ไม่เกินอัตราตามระเบียบที่กระทรวงยุติธรรมกำหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวง

การคลัง

 

                        มาตรา ๑๘  ค่าใช้จ่ายในการคุ้มครองพยาน สามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานหรือ

บุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยาน ให้เป็นไปตามระเบียบที่กระทรวงยุติธรรมกำหนดโดย

ความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง

 

                        มาตรา ๑๙  หากปรากฏในภายหลังว่าพยานไม่มา ไม่ให้ถ้อยคำหรือไม่เบิกความเป็น

พยานโดยไม่มีเหตุสมควร หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษพยานในความผิดฐานแจ้งข้อความ

อันเป็นเท็จ ความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล หรือความผิดฐาน

ทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในคดีที่บุคคลนั้นเป็นพยาน ให้บุคคลนั้นคืนหรือชดใช้ค่าตอบแทน

ตามมาตรา ๑๕ หรือมาตรา ๑๗ หรือคืน หรือชดใช้ค่าใช้จ่ายในการคุ้มครองพยานและบุคคลอื่น

ตามมาตรา ๑๘ แล้วแต่กรณี ที่รัฐได้จ่ายไปจริงภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งจากสำนักงาน

คุ้มครองพยาน

                        ให้หน่วยงานที่ได้จ่ายค่าตอบแทนหรือค่าใช้จ่ายประสานงานกับสำนักงานคุ้มครอง

พยานในการเรียกคืนหรือเรียกให้ชดใช้ค่าตอบแทนหรือค่าใช้จ่ายตามวรรคหนึ่ง

 

                                                            หมวด ๕

                                                           การอุทธรณ์

                       

 

                        มาตรา ๒๐  ในกรณีที่ผู้ได้รับคำสั่งตามมาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐

มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ หรือมาตรา ๑๙ อันมิใช่คำสั่งของศาล ไม่พอใจคำสั่ง

ดังกล่าวให้มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นโดยยื่นเป็นคำร้องต่อศาลยุติธรรมชั้นต้น ซึ่งมิใช่ศาลแขวงและมีอำนาจ

พิจารณาพิพากษาคดีอาญาหรือศาลทหารชั้นต้น ที่มีเขตอำนาจเหนือคดีนั้นหรือที่บุคคลเหล่านั้นมีที่อยู่

ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง

                        การยื่นอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่งให้ได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง

                        ให้การอุทธรณ์คำสั่งตามมาตรา ๑๙ เป็นการทุเลาการบังคับตามคำสั่งสำนักงานคุ้มครอง

พยาน

                        การอุทธรณ์คำสั่งตามมาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ หรือ

มาตรา ๑๒ ให้ศาลพิจารณาเป็นการลับและให้เฉพาะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีตามที่ศาลเห็นสมควรมีสิทธิ

เข้าฟังการพิจารณาคดีได้  ทั้งนี้ ให้ศาลพิจารณาและมีคำสั่งให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่

ศาลได้รับอุทธรณ์ เว้นแต่มีเหตุอันสมควรศาลอาจขยายระยะเวลาออกไปได้ตามความจำเป็นแก่กรณี

แต่ต้องจดรายงานเหตุนั้นไว้

                        ในการพิจารณาอุทธรณ์ ให้ศาลมีอำนาจหมายเรียกเอกสาร ข้อมูล หรือเจ้าพนักงาน

ที่เกี่ยวข้องมาศาลเพื่อทำการไต่สวนโดยไม่ชักช้า และสืบพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร

                        คำสั่งของศาลตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด

 

                                                             หมวด ๖

                                                         บทกำหนดโทษ

                       

 

                        มาตรา ๒๑  ผู้ใดเปิดเผยความลับที่เกี่ยวกับสถานที่อยู่ ชื่อตัว ชื่อสกุล ที่อยู่ ภาพ หรือ

ข้อมูลอย่างอื่นที่สามารถระบุตัวพยาน สามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์

ใกล้ชิดกับพยาน ซึ่งได้มีการดำเนินการเพื่อให้เกิดความปลอดภัยตามมาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๑๐

หรือมาตรา ๑๑ โดยประการที่น่าจะเป็นเหตุให้บุคคลเหล่านั้นไม่ได้รับความปลอดภัย ต้องระวางโทษ

จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

                        ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งเป็นเหตุให้บุคคลดังกล่าวได้รับอันตรายแก่กาย หรือจิตใจ

ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

                        ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งเป็นเหตุให้บุคคลดังกล่าวได้รับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้อง

ระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

                        ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งเป็นเหตุให้บุคคลดังกล่าวถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้อง

ระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

                        มาตรา ๒๒  ถ้าการกระทำตามมาตรา ๒๑ เป็นการกระทำเพื่อให้บุคคลตามมาตรา

ดังกล่าวไม่ได้รับความปลอดภัย ผู้กระทำต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นกึ่งหนึ่ง

 

                        มาตรา ๒๓  ผู้ใดกระทำความผิดอาญาต่อบุคคลใดเพราะเหตุที่บุคคลนั้น สามี ภริยา

ผู้บุพการี หรือผู้สืบสันดานของบุคคลนั้นจะมา หรือได้มาเป็นพยาน ต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติ

ไว้ในมาตรานั้น ๆ กึ่งหนึ่ง

 

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

พันตำรวจโท ทักษิณ  ชินวัตร

           นายกรัฐมนตรี

 

                     

หมายเหตุ :  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่บทบัญญัติมาตรา ๒๔๔

ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติรองรับสิทธิของบุคคลซึ่งเป็นพยานในคดีอาญาให้ได้รับ

ความคุ้มครอง การปฏิบัติที่เหมาะสมและค่าตอบแทนที่จำเป็นและสมควรจากรัฐ และเนื่องจากปัจจุบัน

พยานยังไม่ได้รับการคุ้มครองเท่าที่ควร  ทั้งที่พยานมีความสำคัญยิ่งต่อการพิสูจน์ความจริงในทาง

อรรถคดี เป็นเหตุให้เกิดผลเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรม  ดังนั้น เพื่อเพิ่มความคุ้มครองพยาน

ให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

 

 

-Unofficial Translation-

 

Witness Protection Act, B.E.2546 (2003)


Bhumibhol Adulyadej, Rex.

Given on the 13th day of June B.E. 2546 (2003)

Being the 58th year of the Present Reign

 

 

His Majesty King Bhumibhol Adulyadej is graciously pleased to proclaim that:

Whereas it is deemed expedient to have the law governing witness protection,

Be it, therefore, enacted by His Majesty the King, by and with the advice and consent of the parliament, as follows:

 

 

Section 1

This Act shall be called the "Witness Protection Act, B.E. 2546 (2003)".

Section 2  This Act shall come into force after one hundred and eighty days from the date of its promulgation in the Government Gazette.

Section 3

In this Act:

"Witness" means a person who commits himself/herself to be present at, or testify, or give evidence to a competent official for investigation, a criminal interrogation, a court for criminal proceedings, and includes an expert but not a defendant who himself/herself is a witness.

"Security" means security in life, body, health, liberty, honor, property or any lawful rights of the witness before or at the time of or upon becoming a witness.

"Minister" means the Minister who is in charge of execution of this Act.

Section 4

Any claim or acquisition of rights or benefits under this Act shall not limit the rights or benefits of a witness under any other law.

Section 5

The Prime Minister, Ministers of Defense, Interior, and Justice shall be in charge of enforcement of this Act and, in relation to their respective Ministries, shall have the power to appoint competent officials and issue Ministerial Regulations and notifications for the purposes of the implementation of this Act.

Upon the appointment of competent officials, the scope of powers, duties and limitations thereon for the purpose of carrying out duties may also be prescribed.

Ministerial Regulations and notifications shall come into force upon their publication in the Government Gazette.

 

Part 1

General Provisions

 

Section 6

In a case where a witness loses his/her security, a competent official from criminal investigation, interrogation, prosecution or the Witness Protection Bureau as the case may be shall design for the witness protection measures as deemed appropriate or as requested by the witness or other concerned party. Where necessary the said person may request a police officer or other official for protection and this must be subject to the witness's consent.

The notification, procedures, and their termination to be adopted by the police officer or relevant official in first paragraph of this Section must comply with the regulations of the Commissioner-General of Police or heads of relevant government agencies as the case may be.

Protection measures may include arrangements for a safe place for the witness; change of name/family name, domicile, identification, and information that would reveal the identity of the witness as appropriate, and the personal status of the witness and nature of the criminal case.

Section 7 

In a case where a witness's husband, wife, progenitor, descendant, or person with a close relationship to the witness is affected by the person becoming a witness and would lose security, [he or she] may request the competent official to design or arrange for measures as deemed appropriate, taking into account the consent of the said person.

 

Part 2

Special Protection Measures

 

Section 8

A witness in the following [types of] cases may be eligible to the privilege of special protection measures:

(1) A case under the law on narcotic drugs, money laundering law, anti-corruption law, or customs law;

(2) A case related to national security under the Penal Code;

(3) A sexual offence under the Penal Code relating to the luring of a person for the sexual gratification of another;

(4) A criminal offence in the nature of organized crime under the Penal Code, including any crime committed by a criminal group with a well-established and complicated network;

(5) A case punishable with at least ten years of imprisonment;

(6) A case that the Witness Protection Bureau deems appropriate to arrange for protection.

Section 9

Whenever there are explicit circumstances or suspicion that a witness has lost his/her security, the witness or other concerned party, a competent investigation official, competent interrogation official or competent criminal case prosecution official shall apply to the Minister of Justice or his appointed official to arrange for special protection measures, subject to the witness's consent.

In considering an application under the previous paragraph, the Minister of Justice and his appointed officials shall act in a speedy manner. Where circumstances affect the witness's security, the arrangement of special protection measures must be completed.

The submission of an application under paragraph 1 and action under paragraph 2 must be in line with the principles, procedures, and conditions stipulated in the Ministerial Regulations.

Section 10

The Witness Protection Bureau shall arrange for one or more of the following special protection measures:

(1) A new place of accommodation;

(2) Daily living expenses for the witness or his/her dependants not exceeding 1 year, with extensions as necessary for 3 months each time, not exceeding 2 years;

(3) Coordination with the relevant agencies in order to change the first name, family name and information that may contribute to knowledge of the personal identity of the witness, including arrangements for a return to original status;

(4) Action to help the witness have his/her own career, and training, education and other means of proper living for his/her life;

(5) Assistance or action on behalf of a witness for his/her lawful rights;

(6) Arrangements for a bodyguard service for a necessary period of time;

(7) Other actions to assist and support a witness with his/her security as appropriate.

In acting under the prior paragraph, the officials of the relevant agencies must keep confidentiality; it is not lawful to disclose [this information] except with the authorization of the Minister of Justice.

Section 11 

In a case where the witness's husband, wife, progenitor, descendant or a person with a close relationship to the witness loses their security, with the witness's request, special protection measures may be arranged for him or her.

Section 12 

The Minister of Justice or appointed official may order termination of the special protection measures under the following circumstances:

(1) The witness's request;

(2) The witness has failed to comply with the provisions of the Ministerial Regulations or Rules on special protection measures for witnesses;

(3) The circumstances have changed and there is no more need for special protection measures;

(4) The witness irrationally refuses to give evidence or testify;

(5) The Court delivers a judgment against the witness to punish the witness for falsely testifying.

 

Part 3

Witness Protection Bureau and Prosecution

 

Section 13 

The Witness Protection Bureau shall be established under the administration of the Ministry of Justice. The Bureau shall deal with general or specific measures and proper practices. These include coordination and arrangement to obtain results among public agencies, and private organizations, where relevant, and to make protection measures effective under this Act.

Section 14 

Where necessary the Ministry of Justice may arrange for an official who also holds a law degree to be empowered to bring civil action against parties under this Act and notify the Court of the matter.

 

Part 4

Compensation and Payment of a Witness

 

Section 15 

In a case where any right was impaired [in relation to the] life, body, health, liberty, honor, property, or other rights of a witness, his/her husband, wife, progenitor, descendant or a person with a close relationship to the witness caused by his becoming a witness, he/she is entitled to compensation as appropriate.

Compensation under paragraph 1 will be established under the regulations of the Ministry of Justice, with the consent of the Ministry of Finance.

In a case where a person mentioned in paragraph 1 has refused to be protected under the provisions of Sections 6, 7, 9, or 11 as the case maybe, the said person is not entitled to any necessary and appropriate compensation.

Section 16 

An injured person under Section 15 or his/her heir may submit to the Witness Protection Bureau a claim for [his/her] lawful rights incurred within 1 year upon the date that it is known that the unlawful act was committed.

The guiding regulations, procedure, and considerations will comply with the regulations of the Ministry of Justice.

Section 17 

When the witness has already given evidence or testified to a competent official for investigation, interrogation, or at the Court, he/she is eligible for necessary and appropriate compensation. The details are laid down in the relevant Ministerial Rules established by the Minister of Justice and with the consent of the Minister of Finance, except in a case where the witness does not come or refuses to give evidence or testify.

Section 18 

Expenses incurred for the protection of the witness himself/herself, his/her husband, wife, progenitor, descendant, or a person with a close relationship to the witness shall be bound by the relevant regulations designed by the Minister of Justice with consent of the Minister of Finance. 

Section 19 

If the facts in a case reveal that without reasonable grounds the witness failed to be present, testify or give evidence, or a judgment is delivered against a witness for false testimony or perjury, in this circumstance he/she must return the compensation received under Sections 15 or 17, or the cost of witness protection under Section 18 as the case may be, within 30 days from the date ordered by the Witness Protection Bureau against him or her.

The payment and return of amount payable to other agencies also follows the provision of the prior paragraph.

 

Part 5

Appeals

 

Section 20 

Where a person disagrees with an order under Sections 6, 7, 9, 10, 11, 12, 16, 17 or 19 which was not from the Court, he/she may submit an appeal to a Court of First Instance, but not a district court or military court, which has jurisdiction over the case within 30 days from the date he/she acknowledged or should have acknowledged the said order.

An appeal under the first paragraph of this Section shall leave that party free from court fees.

An appeal under Section 19 suspends prosecution of the order of the Witness Protection Bureau.

Proceedings under Sections 6, 7, 9, 10, or 12 must be confidential and only parties directly related to the case may be admitted or acknowledged where the Court sees it as appropriate.

The order must be delivered by the Court within 50 days from the date of submission. Only under unavoidable circumstances can the Court extend the period, with the cause given in writing in the notification.

 

Part 6

Penalties

 

Section 21 

A person who discloses information on the housing, place, name, family name, domicile, photograph, or other kinds of information to identify a witness [or his/her] husband, wife, progenitor, descendant, or a person with a close relationship to the witness where protection measures were arranged under Sections 6, 7, 10 or 11 with the likelihood of losing security shall be punished with a term of imprisonment not exceeding 1 year or fine not exceeding 20,000 Baht or both.

Whoever acts under paragraph 1 thereby causing bodily or mental injury shall be punished with a term of imprisonment not exceeding 2 years or a fine not exceeding 40,000 Baht or both.

Whoever acts under paragraph 1 thereby causing death shall be punished with a term of imprisonment not exceeding 7 years or fine not exceeding 140,000 Baht or both.

Section 22 

Whoever acts under Section 21 with intent to cause the person under the said Section to lose his or her security shall be punished 1/2 heavier than the punishment under that Section.

Section 23 

Whoever acts to harm a person because the said injured person has become a witness in a case and himself/herself, his/her husband, wife, progenitor, descendant, or a related person under the relevant Section loses his or her security shall be punished 1/2 heavier than the punishment to under that Section.

 

 

Countersigned by Pol. Lt. Col. Thaksin Shinawatra as Prime Minister

 

  

 

 

 

 


Last Updated (Tuesday, 23 June 2009 08:38)
VALID CSS   |   VALID XHTML