Home

 

พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail
Written by Administrator | Thursday, 13 November 2008 10:23

                                          พระราชบัญญัติ

                       กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน

                     ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ

                                        พ.ศ. ๒๔๙๙

                       

 

                                     ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

                        ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๙

                            เป็นปีที่ ๑๑ ในรัชกาลปัจจุบัน

 

                        พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ

โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า

                        โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วน จดทะเบียน

ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิเสียใหม่

                        จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอม

ของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้

 

                        มาตรา ๑  พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้าง

หุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. ๒๔๙๙”

                        มาตรา ๒* พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคมพ.ศ. ๒๕๐๐เป็นต้นไป

                        *[รก.๒๔๙๙/๙๕/๑๗๒พ/๑๕ พฤศจิกายน ๒๔๙๙]

 

                                                        หมวด ๑

               ความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัด

                       

 

                        มาตรา ๓  ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน หรือห้างหุ้นส่วนจำกัดใดในกรณีใช้ชื่อในดวงตรา

ป้ายชื่อ หนังสือบอกกล่าวป่าวร้อง จดหมาย ใบแจ้งความหรือเอกสารอย่างอื่นเกี่ยวกับธุรกิจ

ของห้างหุ้นส่วน

                        (๑) ถ้าเป็นอักษรไทย ไม่ใช้คำว่า “ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล” หรือ “ห้างหุ้นส่วน

จำกัด” ประกอบชื่อ แล้วแต่กรณี

                        (๒) ถ้าเป็นอักษรต่างประเทศ ไม่ใช้คำซึ่งมีความหมายว่า “ห้างหุ้นส่วนสามัญ

นิติบุคคล” หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ตามประกาศของกระทรวงเศรษฐการประกอบชื่อ แล้วแต่กรณี

                        *ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาทและปรับอีกวันละไม่เกินห้าร้อยบาท

จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๓ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้าง

หุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ. ๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๔ ผู้ใดใช้ชื่อหรือยี่ห้อซึ่งมีอักษรไทยประกอบว่า “ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล”

หรือ “ห้างหุ้นส่วนจำกัด” หรืออักษรต่างประเทศซึ่งมีความหมายดังกล่าวประกอบใน ดวงตรา ป้ายชื่อ

หนังสือบอกกล่าวป่าวร้อง จดหมาย ใบแจ้งความ หรือเอกสารอย่างอื่นเกี่ยวกับธุรกิจ โดยมิได้เป็นห้าง

หุ้นส่วนจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด เว้นแต่เป็นการใช้ในการขอจดทะเบียนเกี่ยวกับการตั้งห้าง

หุ้นส่วน *ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท และปรับอีกวัน ละไม่เกินห้าร้อยบาทจนกว่าจะได้

เลิกใช้หรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องแล้วแต่กรณี

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๔ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้าง

หุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๕  บริษัทจำกัดใด นอกจากธนาคาร ในกรณีใช้ชื่อในดวงตรา ป้ายชื่อ  หนังสือ

บอกกล่าวป่าวร้อง จดหมาย ใบแจ้งความ หรือเอกสารอย่างอื่นเกี่ยวกับธุรกิจของบริษัท

                        (๑) ถ้าเป็นอักษรไทย ไม่ใช้คำว่า “บริษัท” ไว้หน้าชื่อ และ “จำกัด” ไว้ท้ายชื่อ

                        (๒) ถ้าเป็นอักษรต่างประเทศ ไม่ใช้คำซึ่งมีความหมายว่า “บริษัทจำกัด” ตามประกาศ

ของกระทรวงเศรษฐการประกอบชื่อ

                        *ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท และปรับอีกวันละไม่เกินห้าร้อยบาทจนกว่าจะ

ได้เลิกใช้หรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง แล้วแต่กรณี

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๕ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้าง

หุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๖  ผู้ใดใช้ชื่อหรือยี่ห้อซึ่งมีอักษรไทยประกอบว่า “บริษัทจำกัด” “บริษัท”หรือ

“จำกัด” หรืออักษรต่างประเทศซึ่งมีความหมายดังกล่าวประกอบในดวงตรา ป้ายชื่อ จดหมาย

ใบแจ้งความหรือเอกสารอย่างอื่นเกี่ยวกับธุรกิจโดยมิได้เป็นบริษัทจำกัด เว้นแต่เป็นการใช้ในการ

ขอจดทะเบียนเกี่ยวกับการตั้งบริษัท หนังสือชี้ชวนให้เข้าชื่อซื้อหุ้นหรือหนังสือบอกกล่าวป่าวร้อง

*ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท และปรับอีกวันละไม่เกินห้าร้อยบาทจนกว่าจะได้เลิกใช้ หรือ

จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง แล้วแต่กรณี

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๖ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้าง

หุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ. ๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๗  บริษัทจำกัดใดไม่เอาหุ้นซึ่งริบแล้วออกขายทอดตลาด ไม่หักใช้ค่าหุ้น ที่เรียก

กับดอกเบี้ยค้างชำระ หรือไม่ส่งคืนเงินเหลือให้แก่ผู้ถือหุ้นตามมาตรา ๑๑๒๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง

และพาณิชย์ *ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๗ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ ห้าง

หุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ.๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๘  บริษัทจำกัดใดไม่ทำใบหุ้นมอบให้เป็นคู่มือแก่ผู้ถือหุ้น หรือเรียก

ค่าธรรมเนียมเกินกว่าที่กำหนดไว้ตามมาตรา ๑๑๒๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือ

ไม่ทำใบหุ้นตามมาตรา ๑๑๒๘ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ *ต้องระวางโทษปรับไม่ เกิน

หนึ่งหมื่นบาท

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๘ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้าง

หุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ. ๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๙* บริษัทจำกัดใดออกใบหุ้นชนิดออกให้แก่ผู้ถือโดยฝ่าฝืน มาตรา ๑๑๓๔

แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

                        *[มาตรา ๙ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วน จดทะเบียน

ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๑๐  บริษัทจำกัดใด ไม่มีสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นตามมาตรา ๑๑๓๘  แห่งประมวล

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ *ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๑๐ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้าง

หุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๑๑  บริษัทจำกัดใดไม่รักษาสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น หรือเมื่อผู้ถือหุ้นร้องขอไม่เปิด

สมุดทะเบียนให้ผู้ถือหุ้นดูตามมาตรา ๑๑๓๙ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

*ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๑๑ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัดสมาคมและมูลนิธิ (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ.๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๑๒  บริษัทจำกัดใดเป็นเจ้าของถือหุ้นของตนเอง หรือรับจำนำหุ้นของตนเอง

โดยฝ่าฝืนมาตรา ๑๑๔๓ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ *ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน

หนึ่งแสนบาท

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๑๒ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ (ฉบับที่ ๒)พ.ศ.๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๑๓  บริษัทจำกัดใดไม่จดทะเบียนตามมาตรา ๑๑๔๖ มาตรา ๑๑๕๗

มาตรา ๑๒๒๘ มาตรา ๑๒๓๙ หรือมาตรา ๑๒๔๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

*ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๑๓ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ.๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๑๔  บริษัทจำกัดใดไม่มีสำนักงานบอกทะเบียน หรือไม่ส่งคำบอกกล่าวตาม

มาตรา ๑๑๔๘ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ *ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๑๔ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ.๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๑๕  บริษัทจำกัดใดลงพิมพ์หรือแสดงจำนวนต้นทุนของบริษัทโดยฝ่าฝืน

มาตรา ๑๑๔๙ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ *ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๑๕ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๑๖  บริษัทจำกัดใด ไม่เรียกประชุมตามมาตรา ๑๑๗๑ วรรคหนึ่ง แห่งประมวล

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ *ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๑๖ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ  (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ.๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๑๗  บริษัทจำกัดใดไม่ลงพิมพ์โฆษณาคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ไม่ส่ง

คำบอกกล่าวไปยังผู้ถือหุ้น หรือไม่ระบุสถานที่ วัน เวลา และสภาพแห่งกิจการที่จะได้ประชุมปรึกษากัน

ในคำบอกกล่าวตามมาตรา ๑๑๗๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ *ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน

สองหมื่นบาท

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๑๗ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ  (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ.๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๑๘  บริษัทจำกัดใด

                        (๑) ไม่ทำบัญชีงบดุลตามมาตรา ๑๑๙๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

                        (๒) ไม่จัดให้มีผู้สอบบัญชีตรวจสอบงบดุล ไม่นำบัญชีงบดุลเสนอเพื่ออนุมัติในที่

ประชุมใหญ่ ไม่ส่งสำเนางบดุล หรือไม่มีสำเนางบดุล ตามมาตรา ๑๑๙๗ แห่งประมวลกฎหมาย

แพ่งและพาณิชย์ หรือ

                        (๓) ไม่จำหน่ายสำเนางบดุลแก่ผู้ปรารถนาจะซื้อตามมาตรา ๑๑๙๙ วรรคหนึ่ง

แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

                        *ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๑๘ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ  (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๑๙  บริษัทจำกัดใดจ่ายเงินปันผลโดยฝ่าฝืนมาตรา ๑๒๐๑ แห่งประมวล

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือแจกเงินปันผลโดยฝ่าฝืนมาตรา ๑๒๐๒  แห่งประมวลกฎหมาย

แพ่งและพาณิชย์ *ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

                        เงินใด ๆ ที่จ่าย หรือแจก ให้แก่ผู้ถือหุ้นในฐานะเป็นผู้ถือหุ้นนอกจากเงินค่าหุ้นให้ถือว่า

เป็นเงินปันผลตามมาตรานี้

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๑๙ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ  (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ.๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๒๐  บริษัทจำกัดใดไม่บอกกล่าวว่าจะปันผลอย่างใด ๆ อันได้อนุญาตให้จ่ายตาม

มาตรา ๑๒๐๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  *ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๒๐ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ  (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๒๑  บริษัทจำกัดใดไม่เสนอบรรดาหุ้นที่ออกใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้นตามมาตรา

๑๒๒๒ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ *ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๒๑ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ  (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ.๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๒๒  บริษัทจำกัดใดไม่โฆษณา หรือไม่มีหนังสือบอกกล่าวความประสงค์

จะลดทุนตามมาตรา ๑๒๒๖ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือจัดการลดทุน

โดยฝ่าฝืนมาตรา ๑๒๒๖ วรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ *ต้องระวางโทษปรับ

ไม่เกินห้าหมื่นบาท

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๒๒ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ  (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ.๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๒๓*  บริษัทจำกัดใดออกหุ้นกู้โดยฝ่าฝืนมาตรา ๑๒๒๙ แห่งประมวลกฎหมาย

แพ่งและพาณิชย์  ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท

                        *[มาตรา ๒๓ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน

ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ  (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ. ๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๒๔  บริษัทจำกัดใดไม่โฆษณาหรือไม่ส่งคำบอกกล่าวให้ทราบรายการที่ประสงค์

จะควบบริษัทเข้ากันตามมาตรา ๑๒๔๐ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือจัดการ

ควบบริษัทเข้าด้วยกันโดยฝ่าฝืน มาตรา ๑๒๔๐ วรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง  และพาณิชย์

*ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๒๔ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ  (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ.๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๒๕  ในกรณีที่บริษัทจำกัดใดกระทำความผิดตามมาตรา ๗  ถึงมาตรา ๒๔

กรรมการของบริษัทนั้น หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทนั้น *ต้องระวางโทษ

ปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๒๕ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ  (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ.๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๒๖  กรรมการใดของบริษัทจำกัดไม่ส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและผู้ที่ขาด

จากเป็นผู้ถือหุ้นตามมาตรา ๑๑๓๙ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ *ต้องระวางโทษ

ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๒๖ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ  (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๒๗  กรรมการใดของบริษัทจำกัดไม่เรียกประชุมวิสามัญตามมาตรา๑๑๗๒

วรรคสอง หรือมาตรา ๑๑๗๔ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ *ต้องระวางโทษปรับ

ไม่เกินสองหมื่นบาท

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๒๗ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ  (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๒๘  กรรมการใดของบริษัทจำกัด

                        (๑) ไม่ส่งสำเนางบดุลตามมาตรา ๑๑๙๙ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง

และพาณิชย์

                        (๒) ไม่จัดให้ถือบัญชีตามมาตรา ๑๒๐๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือ

                        (๓) ไม่จัดให้จดบันทึก หรือไม่เก็บรักษาสมุดตามมาตรา ๑๒๐๗  แห่งประมวลกฎหมาย

แพ่งและพาณิชย์

                        *ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๒๘ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ  (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ. ๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๒๙* บริษัทจำกัดใดเสนอหนังสือบอกกล่าวให้ผู้ถือหุ้นที่ซื้อหุ้นใหม่โดย ฝ่าฝืน

มาตรา ๑๒๒๓ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

                        *[มาตรา ๒๙ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วน

จดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ  (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๓๐  ผู้ถือหุ้นใด รับหรือยอมจะรับประโยชน์เป็นพิเศษสำหรับตนหรือผู้อื่นเพื่อ

เป็นการตอบแทนในการที่จะลงคะแนนเสียง หรืองดการลงคะแนนเสียงในที่ประชุมใหญ่ของบริษัทจำกัด

*ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

                        ผู้ใดให้ หรือสัญญาว่าจะให้ประโยชน์เป็นพิเศษแก่ผู้ถือหุ้นเพื่อเป็นการตอบแทนในการ

ที่ผู้ถือหุ้นนั้นจะลงคะแนนเสียงหรืองดการลงคะแนนเสียงในที่ประชุมใหญ่ของบริษัทจำกัด ต้องระวาง

โทษเช่นเดียวกัน

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๓๐ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ  (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ. ๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๓๑  ผู้สอบบัญชีใดของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัท

จำกัด รับรองงบดุลหรือบัญชีอื่นใดอันไม่ถูกต้อง หรือทำรายงานเท็จ *ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี

หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๓๑ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ  (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๓๒  ผู้ชำระบัญชีใดของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัท

จำกัด ไม่กระทำตามมาตรา ๑๒๕๓ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ *ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน

แปดหมื่นบาท

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๓๒ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ  (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ. ๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๓๓  ผู้ชำระบัญชีใดของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือ

บริษัทจำกัด ไม่จดทะเบียนตามมาตรา ๑๒๕๔ มาตรา ๑๒๕๘ มาตรา ๑๒๖๒ หรือมาตรา ๑๒๗๐

วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ *ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๓๓ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ  (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ.๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๓๔  ผู้ชำระบัญชีใดของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือ

บริษัทจำกัด ไม่ร้องขอต่อศาลตามมาตรา ๑๒๖๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ *ต้องระวาง

โทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๓๔ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ  (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ.๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๓๕  ผู้ชำระบัญชีใดของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือ

บริษัทจำกัด

                        (๑) ไม่ทำงบดุล หรือไม่เรียกประชุมใหญ่ตามมาตรา ๑๒๕๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง

และพาณิชย์

                        (๒) ไม่ทำรายงาน หรือไม่เปิดเผยรายงานตามมาตรา ๑๒๖๗ แห่งประมวลกฎหมาย

แพ่งและพาณิชย์

                        (๓) ไม่ทำรายงาน ไม่เรียกประชุมใหญ่ หรือไม่ชี้แจงกิจการตามมาตรา ๑๒๗๐

วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือ

                        (๔) ไม่มอบบัญชีและเอกสารตามมาตรา ๑๒๗๑ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง

และพาณิชย์

                        *ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๓๕ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ  (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ.๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๓๖  ผู้ชำระบัญชีใดของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือ

บริษัทจำกัด ไม่เรียกประชุมใหญ่ ไม่ทำรายงาน หรือไม่แถลงตามมาตรา ๑๒๖๘ แห่งประมวลกฎหมาย

แพ่งและพาณิชย์ *ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๓๖ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ  (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ.๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๓๗  ผู้ชำระบัญชีใดของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัท

จำกัด แบ่งคืนทรัพย์สินโดยฝ่าฝืนมาตรา ๑๒๖๙ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

*ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๓๗ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ  (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ.๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๓๘  กรรมการหรือผู้ชำระบัญชีใดของบริษัทจำกัดโดยทุจริตแสดงออกซึ่ง

ความเท็จ หรือปกปิดความจริงต่อที่ประชุมใหญ่ในเรื่องฐานะการเงินของบริษัทนั้น *ต้องระวางโทษปรับ

ไม่เกินห้าหมื่นบาท

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๓๘ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ  (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ.๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๓๙  บุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้าง

หุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทจำกัด เอาไปเสีย ทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่ง

ทรัพย์สินอันนิติบุคคลดังกล่าวจำนำไว้ ถ้าได้กระทำเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้รับจำนำ *ต้องระวาง

โทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๓๙ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ  (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ.๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๔๐  บุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้าง

หุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัทจำกัด รู้ว่าเจ้าหนี้ของนิติบุคคลดังกล่าวหรือเจ้าหนี้ของบุคคลอื่นซึ่งจะใช้สิทธิของ

เจ้าหนี้ของนิติบุคคลดังกล่าว บังคับการชำระหนี้จากนิติบุคคลดังกล่าว ใช้หรือน่าจะใช้สิทธิเรียกร้องทาง

ศาลให้ชำระหนี้

                        (๑) ย้าย ซ่อน หรือโอนให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์สินของนิติบุคคลดังกล่าวหรือ

                        (๒) แกล้งให้นิติบุคคลดังกล่าวเป็นหนี้ซึ่งไม่เป็นความจริง

                        ถ้าได้กระทำเพื่อมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน  *ต้องระวางโทษ

จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๔๐ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ  (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ.๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๔๑  บุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้าง

หุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัทจำกัด กระทำการหรือไม่กระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบ

ด้วยกฎหมาย เพื่อตนเองหรือผู้อื่นอันเป็นการเสียหายแก่นิติบุคคลดังกล่าว *ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน

ห้าหมื่นบาท

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๔๑ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ  (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ.๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๔๒  บุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้าง

หุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทจำกัด กระทำ หรือยินยอมให้กระทำการดังต่อไปนี้

                        (๑) ทำให้เสียหาย ทำลาย เปลี่ยนแปลง ตัดทอน หรือปลอม บัญชี เอกสาร หรือ

หลักประกันของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท หรือที่เกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท หรือ

                        (๒) ลงข้อความเท็จ หรือไม่ลงข้อความสำคัญในบัญชี หรือเอกสารของห้างหุ้นส่วน หรือ

บริษัท หรือที่เกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท

                        ถ้ากระทำหรือยินยอมให้กระทำการเพื่อลวงให้ห้างหุ้นส่วน บริษัท ผู้เป็นหุ้นส่วน หรือ

ผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ *ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท

หรือทั้งจำทั้งปรับ

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๔๒ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ  (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ. ๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๔๓  ผู้ใดโฆษณาชวนให้เข้าชื่อซื้อหุ้นโดยฝ่าฝืนมาตรา ๑๑๐๒ แห่งประมวล

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ *ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๔๓ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ  (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ.๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๔๔ *[ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วน

จดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ  (ฉบับที่ ๒)   พ.ศ. ๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๔๕ *[ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วน

จดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ  (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ. ๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๔๖  ผู้ใดโฆษณาโดยอ้างถึงบุคคล ตำแหน่งหน้าที่ บัญชี  รายงาน หรือกิจการ

อันเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทจำกัด อันเป็นเท็จในสาระสำคัญ หรือ

ปกปิดข้อความอันเป็นสาระสำคัญ เพื่อ

                        (๑) ลวงผู้มีส่วนได้เสียในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้นให้ขาดประโยชน์อันควรได้จาก

ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทนั้นหรือ

                        (๒) จูงใจบุคคลให้เข้าเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้น ให้มอบหมายหรือให้ส่งทรัพย์สินให้แก่

ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น หรือให้เข้าเป็นผู้ค้ำประกันหรือให้ทรัพย์สินเป็นประกันห้างหุ้นส่วนหรือ

บริษัทนั้น

                        *ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๔๖ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ  (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๔๗  ผู้ใดเข้าร่วมในที่ประชุมตั้งบริษัทจำกัดหรือในที่ประชุมใหญ่ของบริษัท

จำกัด และลงคะแนนออกเสียงหรืองดลงคะแนนออกเสียง โดยลวงว่าตนเป็นผู้เข้าชื่อซื้อหุ้น ผู้ถือหุ้น หรือ

ผู้มีสิทธิออกเสียงแทนผู้เข้าชื่อซื้อหุ้น หรือผู้ถือหุ้น *ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

                        ผู้ใดให้อุปการะแก่การกระทำความผิดดังกล่าวในวรรคหนึ่ง โดยส่งมอบเอกสารแสดง

การเข้าชื่อซื้อหุ้น หรือใบหุ้นซึ่งได้ใช้เพื่อการดังกล่าวแล้ว ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๔๗ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ  (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ. ๒๕๓๕]

 

                        มาตรา ๔๘  ผู้ใดโดยทุจริต กำหนดค่าแรงงาน หรือทรัพย์สินที่นำมาลงในห้างหุ้นส่วน

จดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทจำกัด แทนเงินค่าหุ้นให้สูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง

*ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท

                        *[อัตราโทษตามมาตรา ๔๘ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ  (ฉบับที่ ๒)  พ.ศ.๒๕๓๕]

 

                                                 หมวด ๒*

                                       ความผิดเกี่ยวกับสมาคมและมูลนิธิ

                       

 

                        มาตรา ๔๙  ผู้ใดใช้คำว่า “สมาคม” ประกอบกับชื่อ ในดวงตรา ป้ายชื่อ จดหมาย

ใบแจ้งความ หรือเอกสารอย่างอื่นเกี่ยวกับธุรกิจโดยมิได้เป็นสมาคมที่ได้จดทะเบียนตามประมวล

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือตามกฎหมายอื่น เว้นแต่เป็นการใช้ในการขอจดทะเบียนเกี่ยวกับ

การตั้งสมาคม หรือในการแปลอักษรต่างประเทศเป็นอักษรไทยโดยมีอักษรต่างประเทศกำกับไว้ด้วย

ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาทและปรับอีกวันละไม่เกินห้าร้อยบาทจนกว่าจะได้เลิกใช้

 

                        มาตรา ๕๐  ผู้ใดดำเนินกิจการของคณะบุคคลใดโดยกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้

บุคคลอื่นหลงเชื่อว่ากิจการนั้นเป็นสมาคมที่ได้จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และ

การกระทำดังกล่าวน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือ

ปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

                        มาตรา ๕๑  ผู้ใดเป็นสมาชิกของคณะบุคคลใดที่ใช้ชื่อว่าสมาคมโดยรู้อยู่ว่าเป็นสมาคมที่

มิได้จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

 

                        มาตรา ๕๒  สมาคมใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๘๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท และปรับอีกวันละไม่เกินห้าร้อยบาทจนกว่าจะได้ปฏิบัติ

ให้ถูกต้อง

 

                        มาตรา ๕๓  สมาคมใดมิได้จดทะเบียนข้อบังคับที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมต่อนายทะเบียน

ภายในระยะเวลาที่กำหนดตามมาตรา ๘๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต้องระวางโทษปรับ

ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

 

                        มาตรา ๕๕  สมาคมใดไม่ยอมให้สมาชิกของสมาคมตรวจตรากิจการและทรัพย์สินของ

สมาคมตามมาตรา ๘๙ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

 

                        มาตรา ๕๖  กรรมการของสมาคมผู้ใดดำเนินกิจการผิดวัตถุประสงค์ของสมาคม และ

การดำเนินกิจการนั้นเป็นภยันตรายต่อความสงบสุขของประชาชน หรือความมั่นคงของรัฐ ต้องระวาง

โทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

                        มาตรา ๕๗  ในกรณีที่คณะกรรมการของสมาคมไม่แจ้งการเลิกสมาคมต่อ

นายทะเบียนภายในระยะเวลาที่กำหนดตามมาตรา ๑๐๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

กรรมการของสมาคมนั้นต้องระวางโทษปรับไม่เกินคนละหนึ่งหมื่นบาท เว้นแต่กรรมการผู้ใดของ

สมาคมนั้นจะพิสูจน์ได้ว่า การที่มิได้แจ้งนั้น มิได้เกิดจากการกระทำของตน

 

                        มาตรา ๕๘  ผู้ใดแบ่งทรัพย์สินของสมาคมที่เหลืออยู่เมื่อได้ชำระบัญชีแล้วให้แก่สมาชิก

ของสมาคม หรือโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๑๐๗ แห่งประมวล

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือ

ทั้งจำทั้งปรับ

 

                        มาตรา ๕๙  ผู้ใดยังขืนแสดงตนเป็นกรรมการหรือสมาชิกของสมาคมโดยรู้อยู่ว่า

นายทะเบียนถอนชื่อสมาคมนั้นออกจากทะเบียนแล้วตามมาตรา ๑๐๒ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและ

พาณิชย์ หรือศาลได้สั่งให้เลิกสมาคมแล้วตามมาตรา ๑๐๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

 

                        มาตรา ๖๐  ผู้ใดใช้คำว่า “มูลนิธิ” ประกอบกับชื่อ ในดวงตรา ป้ายชื่อ จดหมาย

ใบแจ้งความ หรือเอกสารอย่างอื่นเกี่ยวกับธุรกิจ โดยมิได้เป็นมูลนิธิที่ได้จดทะเบียนตามประมวล

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เว้นแต่เป็นการใช้ในการขอจดทะเบียนเกี่ยวกับการตั้งมูลนิธิ หรือในการแปล

อักษรต่างประเทศเป็นอักษรไทยโดยมีอักษรต่างประเทศกำกับไว้ด้วย ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน

สองหมื่นบาท และปรับอีกวันละไม่เกินห้าร้อยบาทจนกว่าจะได้เลิกใช

 

                        มาตรา ๖๑  ผู้ใดดำเนินกิจการใดโดยกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้บุคคลอื่นหลงเชื่อ

ว่ากิจการนั้นเป็นมูลนิธิที่ได้จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และการกระทำดังกล่าว

น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกิน

สี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

                        มาตรา ๖๒  มูลนิธิใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๑๓ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท และปรับอีกวันละไม่เกินห้าร้อยบาทจนกว่าจะได้ปฏิบัติ

ให้ถูกต้อง


                        มาตรา ๖๓  มูลนิธิใดมิได้จดทะเบียนการแต่งตั้งหรือเปลี่ยนแปลงกรรมการของมูลนิธิ

ต่อนายทะเบียนภายในระยะเวลาที่กำหนดตามมาตรา ๑๒๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

 

                        มาตรา ๖๔  มูลนิธิใดมิได้จดทะเบียนข้อบังคับที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมต่อนายทะเบียนภายใน

ระยะเวลาที่กำหนดตามมาตรา ๑๒๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน

หนึ่งหมื่นบาท

 

                        มาตรา ๖๕  ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายทะเบียนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่

ซึ่งสั่งตามมาตรา ๑๒๘ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือไม่

อำนวยความสะดวกแก่นายทะเบียนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเข้าไปตรวจสอบกิจการมูลนิธิตาม

มาตรา ๑๒๘ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน

หนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

                        มาตรา ๖๖  กรรมการของมูลนิธิผู้ใดดำเนินกิจการผิดวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ และการ

ดำเนินกิจการนั้นน่าจะเป็นภยันตรายต่อความสงบสุขของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐต้องระวาง

โทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

                        มาตรา ๖๗  ในกรณีที่คณะกรรมการของมูลนิธิไม่แจ้งการเลิกมูลนิธิต่อนายทะเบียน

ภายในระยะเวลาที่กำหนดตามมาตรา ๑๓๒ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กรรมการของมูลนิธิ

นั้นต้องระวางโทษปรับไม่เกินคนละหนึ่งหมื่นบาท เว้นแต่กรรมการผู้ใดของมูลนิธินั้นจะพิสูจน์ได้ว่าการ

ที่มิได้แจ้งนั้น มิได้เกิดจากการกระทำของตน

 

                        มาตรา ๖๘  ผู้ใดโอนทรัพย์สินของมูลนิธิที่เหลืออยู่เมื่อได้ชำระบัญชีแล้วให้แก่บุคคลอื่น

อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๑๓๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน

หนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

                        มาตรา ๖๙  ให้นำความในมาตรา ๓๑ ถึงมาตรา ๔๒ มาใช้บังคับแก่บุคคลซึ่งรับผิดชอบ

ในการดำเนินกิจการของสมาคมหรือมูลนิธิด้วยโดยอนุโลม

                        *[ความในหมวด ๒ มาตรา ๔๙ ถึงมาตรา ๖๙ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติกำหนด

ความผิดเกี่ยวกับ ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ

(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕]

 

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

      จอมพล ป  พิบูลสงคราม

             นายกรัฐมนตรี

 

 

                       

 

หมายเหตุ:  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ความผิดอันเกี่ยวกับ

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมาย

ลักษณะอาญา ร.ศ.๑๒๗  จะได้ถูกยกเลิกไปโดยพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายอาญา

พ.ศ. ๒๔๙๙ และในร่างประมวลกฎหมายอาญาใหม่ก็มิได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดในเรื่องนี้ไว้

อีกประการหนึ่ง ในกฎหมายของต่างประเทศ ไม่ปรากฏว่า ได้รวมความผิดอันเกี่ยวกับ ห้างหุ้นส่วนจด

ทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธินี้เข้าไว้ในประมวลกฎหมายอาญา ฉะนั้น

จึงสมควรที่จะบัญญัติความผิดดังกล่าวนี้ขึ้นไว้เป็นพระราชบัญญัติฉบับหนึ่งต่างหาก

 

                       

 

พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัดบริษัทจำกัด

สมาคมและมูลนิธิ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕

 

                        มาตรา ๙  ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา ๘ วรรคสอง มาตรา ๑๑ วรรคสอง

และมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ ๑  แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่

ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. ๒๕๓๕ มิให้นำบทบัญญัติมาตรา ๕๒ มาตรา ๖๐ และมาตรา ๖๒ แห่ง

พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม

และมูลนิธิ พ.ศ. ๒๔๙๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้มาใช้บังคับแก่สมาคมหรือมูลนิธิที่ได้จด

ทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่มิได้ใช้คำว่า “สมาคม” หรือ “มูลนิธิ” ประกอบชื่อ

ของตน หรือมูลนิธิที่มีอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ ๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง

และพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. ๒๕๓๕ ใช้บังคับและมิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแต่ใช้คำว่า

“มูลนิธิ” ประกอบชื่อของตน แล้วแต่กรณี

 

หมายเหตุ:  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากได้มีการแก้ไขปรับปรุง

บทบัญญัติบรรพ ๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และได้นำบทบัญญัติลักษณะ ๒๓ สมาคม

ของบรรพ ๓ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิม มาบัญญัติรวมไว้ในบรรพ ๑ ที่ได้ตรวจ

ชำระใหม่ด้วย โดยได้พิจารณาแก้ไขปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับสมาคมและมูลนิธิเสียใหม่ให้เหมาะสม

จึงจำเป็นต้องแก้ไขบทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดและการลงโทษตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิด

เกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. ๒๔๙๙ ให้

สอดคล้องกันและแก้ไขเปลี่ยนแปลงอัตราโทษใหม่ให้เหมาะสมกับภาวการณ์ในปัจจุบัน  จึงจำเป็นต้อง

ตราพระราชบัญญัตินี้

 

                        [รก.๒๕๓๕/๔๒/๔๗/๘ เมษายน ๒๕๓๕]


           


Last Updated (Tuesday, 30 November 1999 00:00)
VALID CSS   |   VALID XHTML